⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6847/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6847/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้จัดการมรดกไม่ยินยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีมรดก ยังไม่ถือว่าละเลยไม่ทำตามหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร การที่ผู้จัดการมรดกเบิกเงินกองมรดกไปแต่เพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งให้แก่ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่ง ถือเป็นการละเลยไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่ และอาจเป็นเหตุให้ถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างร้องขอให้ถอนอีกฝ่ายจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วม ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนผู้คัดค้านโดยอ้างว่า ผู้คัดค้านไม่ให้ความร่วมมือโดยไม่ยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินมรดกจากบัญชีเงินฝากของผู้ตายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้คัดค้านยอมลงชื่อถอนเงินฝากของผู้ตายแล้วบัญชีหนึ่ง โดยผู้ร้องตกลงว่าจะแบ่งเงินให้ผู้คัดค้าน 10,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่แบ่งให้ตามตกลง การที่ผู้คัดค้านไม่ยินยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินให้อีก ยังถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านละเลยไม่ทำตามหน้าที่ ไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่การที่ผู้ร้องเบิกเงินของผู้ตายออกจากบัญชีธนาคาร ก. ไปเพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งให้แก่ผู้คัดค้าน ถือได้ว่าผู้ร้องละเลยมิได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ผู้จัดการมรดก หากให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านต่อไปจะล่าช้าติดขัดก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จึงมีเหตุสมควรให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1727

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายอนุวรรตน์ ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นไต่สวนมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเพียงผู้เดียว ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายระบุในคำร้องอ้างว่า ผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือ เงินฝากในธนาคารเพียง 2 บัญชี ได้แก่ เงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก มีเงิน 36,360 บาท และเงินฝากในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจักรพรรดิพงษ์ มีเงิน 261,132.22 บาท หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันแล้ว ปรากฏว่าผู้ตายมีเงินฝากในบัญชีเงินฝากที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชดำริ อีกบัญชีหนึ่ง ผู้คัดค้านเบิกความว่า ผู้ร้องไม่ได้นำบัญชีมาแสดงต่อศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านยอมลงลายมือชื่อถอนเงินจากบัญชีเงินฝากซึ่งมีจำนวน 32,000 บาท เนื่องจากผู้ร้องตกลงจะแบ่งเงินให้ 10,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่แบ่งเงินให้ตามที่ตกลงกัน ส่วนผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเพิ่งค้นพบบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชดำริของผู้ตายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันแล้ว ทั้งยืนยันไม่แบ่งเงินให้ผู้คัดค้าน แต่ผู้ร้องเบิกความรับว่า ผู้ตายและผู้คัดค้านแต่งงานกันเมื่อปี 2535 โดยอยู่กินร่วมกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว ทั้งผู้ตายและผู้คัดค้านต่างทำงานที่บริษัทเอกชนมีรายได้เป็นเงินเดือน พักอาศัยอยู่ร่วมกันที่รื่นรมย์คอนโดมิเนียม นอกจากผู้คัดค้านจะมีรายได้เป็นเงินเดือนแล้ว ผู้คัดค้านยังมีอาชีพรับจ้างซักเสื้อผ้าโดยใช้เครื่องหยอดเหรียญด้วย เป็นการเจือสมพยานผู้คัดค้านฟังได้ว่า ผู้คัดค้านและผู้ตายต่างช่วยประกอบอาชีพทำมาหากินสร้างครอบครัวร่วมกัน ข้ออ้างว่าผู้คัดค้านไม่ยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินโดยไม่มีเหตุอันสมควรจึงยังฟังไม่ได้โดยถนัด การที่ผู้คัดค้านไม่ยินยอมลงลายมือชื่อเบิกถอนเงินให้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาจักรพรรดิพงษ์ ยังถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านละเลยไม่ทำตามหน้าที่ จึงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่การที่ผู้ร้องนำเงินของผู้ตายออกจากบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาราชดำริไปเพียงผู้เดียวโดยไม่แบ่งให้กับผู้คัดค้านถือได้ว่าผู้ร้องละเลยมิได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ผู้จัดการมรดก หากให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้คัดค้านต่อไปย่อมจะล่าช้าติดขัดก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกและผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ ส่วนข้ออ้างเรื่องผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันไต่สวนคำร้อง ยังอาจมีข้อเท็จจริงที่ผู้คัดค้านสามารถยกขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นปัญหาให้ต้องวินิจฉัยอีกได้ จึงมีเหตุสมควรให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6847/2555 นายห้าวหาญ รุขะจี โจทก์ นางสาวศสิวิมล มีทา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายห้าวหาญ รุขะจี · จำเลย - นางสาวศสิวิมล มีทา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรภพ ปัทมะสุคนธ์ · วัส ติงสมิตร · ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นางนุชนาถ ชาลีกุล ทับน้อย · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเอกวิทย์ วัชชวัลศุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1623/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4639/2540ฎีกา 6386/2537ฎีกา 453/2521ฎีกา 2210/2559ฎีกา 7706/2548ฎีกา 9317/2556ฎีกา 1163/2539ฎีกา 3936/2528ฎีกา 6192/2533ฎีกา 2621/2534ฎีกา 3011/2543ฎีกา 4289/2534ฎีกา 1726/2536ฎีกา 2621/2531ฎีกา 699/2536ฎีกา 96/2516ฎีกา 2359/2521ฎีกา 1840/2534ฎีกา 4410/2547ฎีกา 2073/2529ฎีกา 5628/2538ฎีกา 4703/2552ฎีกา 2841/2538ฎีกา 6574/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา