⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9368/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9368/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดฐานหมิ่นประมาทอันยอมความได้ หากกระทำผิดหลายกรรมต่างกัน ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป จึงจะฟ้องคดีได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ร่วมเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชังตามฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.3 แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกันและบุคคลที่สามต่างรายกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้องข้อ 1.1 ซึ่งความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้ตาม ป.อ. มาตรา 333 โจทก์ร่วมอ้างว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น แม้จำเลยผู้เดียวกระทำความผิด แต่กระทำความผิดหลายกรรม โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ และห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง, 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามฟ้องข้อ 1.1

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326 ประมวลกฎหมายอาญา ม.333

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 91 และนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1564/2549 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นายอำนาจ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ลงโทษจำคุก 15 วัน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้กำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1564/2549 ของศาลชั้นต้น เห็นว่า ในคดีดังกล่าวศาลมิได้ลงโทษจำคุกจำเลยจึงไม่อาจให้นับโทษต่อได้ และให้ยกฟ้องโจทก์ตามฟ้องข้อ 1.2 และ ข้อ 1.3 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1.1 ยกฟ้องตามฟ้องข้อ 1.2 และ 1.3 โจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมร้องทุกข์เฉพาะความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตามฟ้องข้อ 1.1 และ 1.3 เป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปสำหรับฟ้องข้อ 1.3 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีสำหรับฟ้องข้อ 1.3 เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่โจทก์ร่วมฎีกาในความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.3 ขึ้นมาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า โจทก์ร่วมร้องทุกข์ในความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 หรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องข้อ 1.1 โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยใส่ความโจทก์ร่วมต่อนางขวัญใจ บุคคลที่สาม แต่ได้ความว่าวันที่ 13 มิถุนายน 2548 โจทก์ร่วมไปแจ้งว่าได้รับทราบจากนางปุณฑริกา ตามสำเนารายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน ดังนี้ นางปุณฑริกาคือบุคคลที่สามตามฟ้อง ข้อ 1.2 ทั้งรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐาน โจทก์ร่วมไม่มีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2548 โจทก์ร่วมไปพบพนักงานสอบสวนยืนยันประสงค์จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี วันเดียวกันโจทก์ร่วมให้การว่า จำเลยใส่ความโจทก์ร่วมต่อนางปุณฑริกาบุคคลที่สามตามบันทึกคำให้การ ไม่มีข้อความใดว่าจำเลยใส่ความโจทก์ร่วมต่อนางขวัญใจบุคคลที่สามตามฟ้อง ข้อ 1.1 ดังนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ชัดเจนว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ตามที่โจทก์ฟ้อง เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 โจทก์ร่วมอ้างว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น แม้จำเลยผู้เดียวกระทำความผิด แต่กระทำความผิดหลายกรรม โจทก์ร่วมต้องร้องทุกข์ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อโจทก์ร่วมไม่ได้ร้องทุกข์ในความผิดตามฟ้อง ข้อ 1.1 ห้ามมิให้ทำการสอบสวนเว้นแต่จะมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบและห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง, 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องตามฟ้อง ข้อ 1.1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามฟ้อง ข้อ 1.1 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9368/2555 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี โจทก์ นายอำนาจ ผิวขาว โจทก์ร่วม นายชยิน โพธิ์ศรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี · โจทก์ร่วม - นายอำนาจ ผิวขาว · จำเลย - นายชยิน โพธิ์ศรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรพันธุ์ ละอองมณี · สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนนทบุรี - นายวีระ สากุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางปดารณี ลัดพลี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4673/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3901/2545ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 106/2506ฎีกา 7651/2552ฎีกา 8080/2538ฎีกา 404/2565ฎีกา 110/2516ฎีกา 3593/2529ฎีกา 3423/2548ฎีกา 1499/2531ฎีกา 9435/2554ฎีกา 1105/2519ฎีกา 3811/2528ฎีกา 858/2523ฎีกา 2670/2521ฎีกา 2350/2536ฎีกา 1813/2531ฎีกา 403/2537ฎีกา 5790/2541ฎีกา 2172/2537ฎีกา 2887/2540ฎีกา 1342/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา