⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 19299/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19299/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน และการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น โดยไม่มีผลย้อนหลัง

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกร้องทุกข์หรือกล่าวโทษอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเท่านั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ จึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน คดีนี้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ซึ่งขณะนั้น พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 ยังไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้น ในการพิจารณาการกระทำความผิดของจำเลย คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องพิจารณาตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 เรื่อง การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อ 6 ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปได้ แม้ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ.ร.บ.มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับก็ไม่กระทบต่อการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะ พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจที่จะสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.121 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ม.89

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 264, 265, 268, 32, 33, 83, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 ความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกับฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และเนื่องจากจำเลยกับพวกร่วมเข้าตรวจค้นโดยไม่มีอำนาจในสถานที่ 2 แห่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมสองกระทงจำคุก 6 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยอย่างไร และไม่ได้ระบุเวลาในการกระทำความผิดแต่ละกรรมแยกออกจากกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1. ว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับนายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกระทงต่างกรรมกัน หลังจากนั้นโจทก์บรรยายฟ้องในการกระทำความผิดของจำเลยกับพวกแต่ละกรรมเป็นข้อ ๆ โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 ข. ว่า นายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านเสริมสวยศิริแฮร์คัท โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นใช้อ้างแสดงต่อนางวิไล ช่างทำผมประจำร้านเสริมสวย เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติด เพราะมีผู้แจ้งว่าร้านเสริมสวยจำหน่ายยาเสพติด โดยนายเสน่ห์และนายมนตรีพวกของจำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่มีอำนาจกระทำการนั้น และจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น และบรรยายฟ้องข้อ 1 ค. ว่า ภายหลังจากที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดในข้อ ข. แล้ว นายเสน่ห์ จำเลยที่ 1 นายมนตรี จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2404/2551 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านกาแฟนมสด โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้นใช้อ้างแสดงต่อนายต่อย ผู้ดูแลร้านกาแฟนมสด เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติด เพราะมีผู้แจ้งว่าร้านลักลอบจำหน่ายยาเสพติด โดยจำเลยกับพวกมิได้เป็นเจ้าพนักงานตำรวจอันมีอำนาจกระทำการนั้น และจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงเวลาในการกระทำความผิดแต่ละกรรมแยกจากกันและไม่ได้บรรยายฟ้องถึงหน้าที่ของจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ 1 แล้วว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กับบรรยายฟ้องในข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. ว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แต่แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และได้กระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นร้านเสริมสวยศิริแฮร์คัทและร้านกาแฟนมสด โดยร่วมกันนำหมายค้นอันเป็นเอกสารราชการปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันทำปลอมขึ้น ใช้อ้างแสดงต่อนางวิไลและนายต่อย เข้าตรวจค้นโดยอ้างว่าเพื่อค้นหายาเสพติดโดยจำเลยมิใช่เจ้าพนักงานตำรวจ สังกัดสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และจำเลยไม่มีอำนาจกระทำการนั้น ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายในฟ้องถึงวันเวลากระทำความผิดในแต่ละกรรมและบรรยายฟ้องให้ปรากฏถึงหน้าที่ของจำเลยและการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยพอสมควรเท่าที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนฎีกาในส่วนอื่นของปัญหานี้ จำเลยหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นมาเป็นข้อฎีกา เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยอ้างว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 89 เป็นบทบัญญัติที่บังคับให้พนักงานสอบสวนต้องส่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ อันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องโอนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ โดยไม่สามารถนำพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 มาตรา 26 (1) มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า มาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ในการนี้หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวมิใช่กรณีตามมาตรา 88 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องกลับไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป " นั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถูกร้องทุกข์หรือกล่าวโทษอันเนื่องมาจากได้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเท่านั้น ดังนี้ การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษจึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่ออำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน คดีนี้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องการกระทำความผิดของจำเลยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 ยังไม่มีผลใช้บังคับ ดังนั้น ในการพิจารณาการกระทำความผิดของจำเลย คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องพิจารณาตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 31 เรื่อง การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้อ 6 ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไปได้ แม้ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 มีผลใช้บังคับก็ไม่กระทบต่อการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังกล่าว เพราะพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจที่จะสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป การสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19299/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ สิบตำรวจเอกกฤษณัฐ สร้อยสุข จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - สิบตำรวจเอกกฤษณัฐ สร้อยสุข
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสฬส สุวรรณเนตร์ · อภิรัตน์ ลัดพลี · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญาธนบุรี - นายมโน ซอศรีสาคร · ศาลอุทธรณ์ - นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3546/2556

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2371/2522ฎีกา 99/2541ฎีกา 5603/2542ฎีกา 9729/2556ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1379/2524ฎีกา 404/2565ฎีกา 3593/2529ฎีกา 3343/2536ฎีกา 1362/2537ฎีกา 3423/2548ฎีกา 11423/2554ฎีกา 6903/2543ฎีกา 13537/2553ฎีกา 3811/2528ฎีกา 3879/2542ฎีกา 5466/2542ฎีกา 1974/2539ฎีกา 6774/2558ฎีกา 1093/2482ฎีกา 2670/2521ฎีกา 2129/2537ฎีกา 2350/2536ฎีกา 1813/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา