⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 20056/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20056/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันผูกพันตนเองโดยไม่มีเงื่อนไขเช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ ถือเป็นการค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดโดยตรงเมื่อมีการทวงถาม โดยไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ เพื่อปลดเปลื้องความรับผิดได้ 2. การเรียกบุคคลมาเป็นจำเลยร่วมเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนเองโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใด ๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง โดยจำเลยจะไม่อ้างสิทธิใด ๆ เพื่อโต้แย้งและโจทก์ไม่จำต้องเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชำระหนี้นั้นก่อน ดังนั้น หากเป็นไปตามข้ออ้าง การค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันท้ายฟ้องย่อมไม่ใช่การผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ แต่เป็นการค้ำประกันที่จำเลยมีความผูกพันจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยเคร่งครัดอย่างลูกหนี้ชั้นต้นเมื่อมีการทวงถามตามเงื่อนไขโดยไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับจ้างขึ้นปลดเปลื้องความรับผิดได้ และความรับผิดของจำเลยในกรณีนี้จะไม่ขึ้นอยู่กับความรับผิดของจำเลยร่วม สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของโจทก์และจำเลยตามหนังสือค้ำประกันที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นเอกเทศและต้องพิจารณาแยกต่างหากจากสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ส่วนผลแห่งการบังคับตามสัญญานี้จะกระทบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของจำเลยและจำเลยร่วมตามคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันที่พิพาท หรือกระทบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของโจทก์และจำเลยร่วมตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันต่างหาก การเรียกบุคคลมาเป็นจำเลยร่วมเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.149 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 4,472,228.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,723,518.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทยู.ที.เอ็ม.ฯ เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ก่อนสืบพยาน จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดี โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ทั้งหมด โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยร่วมก่อสร้างอาคารเพื่อการกีฬาตามผังแม่บทของศูนย์กีฬาและสุขภาพในวงเงิน 109,000,000 บาท และมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด โดยจำเลยร่วมได้นำหนังสือค้ำประกันของจำเลยจำนวนเงิน 5,450,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยร่วม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยและระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมเพื่อให้โจทก์กับจำเลยร่วมไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่า จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนเองโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชำระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างจำนวนไม่เกิน 5,450,000 บาท ในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ หรือต้องชำระค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ หรือผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใดๆ ที่กำหนดในสัญญาจ้าง โดยจำเลยจะไม่อ้างสิทธิใดๆ เพื่อโต้แย้งและโจทก์ไม่จำต้องเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชำระหนี้นั้นก่อน ซึ่งเมื่อตรวจดูหนังสือค้ำประกันก็มีเนื้อหาในทำนองเดียวกันกับที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้อง ดังนั้น หากเป็นไปตามข้ออ้าง การค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันย่อมไม่ใช่การผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่งเพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ แต่เป็นการค้ำประกันที่จำเลยมีความผูกพันที่จะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยเคร่งครัดอย่างลูกหนี้ชั้นต้นเมื่อมีการทวงถามตามเงื่อนไข โดยไม่อาจอ้างเหตุใด ๆ ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมขึ้นปลดเปลื้องความรับผิดได้ และความรับผิดของจำเลยในกรณีนี้จะไม่ขึ้นอยู่กับความรับผิดของจำเลยร่วม สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของโจทก์และจำเลยตามหนังสือค้ำประกันที่พิพาทกันในคดีนี้เป็นเอกเทศและต้องพิจารณาแยกต่างหากจากสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง ส่วนผลแห่งการบังคับตามสัญญานี้จะกระทบถึงสิทธิหน้าที่และความรับผิดของจำเลยและจำเลยร่วมตามคำขอให้ออกหนังสือค้ำประกันที่พิพาท หรือกระทบถึงสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดของโจทก์และจำเลยร่วมตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้างอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกันต่างหาก ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกบริษัทยู.ที.เอ็ม.ฯ เข้ามาเป็นจำเลยร่วมก็ดี หรือที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้เพื่อให้โจทก์และจำเลยร่วมไปดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการก่อนก็ดี เป็นการไม่ชอบ ซึ่งในส่วนการเรียกบุคคลมาเป็นจำเลยร่วมนั้นเป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำร้องขอให้เรียกบริษัทยู.ที.เอ็ม. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ค่าคำร้องให้เป็นพับ และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นยกคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยขึ้นพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20056/2556 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โจทก์ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย บริษัทยู.ที.เอ็ม. เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี · จำเลย - ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลยร่วม - บริษัทยู.ที.เอ็ม. เอ็นจิเนียริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พันวะสา บัวทอง · นวลน้อย ผลทวี · พิศล พิรุณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายวชิรวิทย์ พันธุ์สวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1889/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3219/2534ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 7966/2544ฎีกา 1959/2529ฎีกา 156/2513ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 4973/2552ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519ฎีกา 1250/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา