⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2416/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางอาญา ถือเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และเป็นโมฆะ

ย่อคำพิพากษา

บริษัท ร. ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต พ. ทราบว่าตนในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท จะต้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงโอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท เพื่อหลีกเลี่ยงให้ตนเองพ้นความรับผิดทางอาญาโดยให้จำเลยเป็นผู้รับโทษในทางอาญาแทนตน ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องบริษัท ร. และจำเลยเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย คดีถึงที่สุด นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่าง พ. กับจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พ. ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยรับโอนหุ้นของผู้เสียหายมาเพื่อครอบครองแทนแล้วเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยักยอกทรัพย์ตามฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 5 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า ผู้เสียหายโอนหุ้นให้จำเลยครอบครองแทนเท่านั้น การที่จำเลยอ้างว่าหุ้นบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด จำนวน 5,000 หุ้น ตามฟ้องเป็นของตนเพราะผู้เสียหายโอนให้โดยชอบเป็นการแสดงถึงเจตนาทุจริต ถือเอาประโยชน์โดยไม่ชอบจากการที่ผู้เสียหายหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้เสียหายต้องรับผิดตามกฎหมาย แม้จะมิได้เป็นไปตามครรลองโดยชอบ แต่จำเลยก็หาอาจอ้างเหตุดังกล่าวถือเอาหุ้นจำนวนดังกล่าวเป็นของตน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอก พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ก่อนเกิดเหตุนายพิศิษฐ์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท นายพิศิษฐ์ทราบว่าบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและทราบว่าตนในฐานะผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจะต้องถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงจดทะเบียนโอนหุ้นของตนให้แก่จำเลยจำนวน 5,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทแทน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องบริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด และนายสิงหนาถกับจำเลย เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ฐานร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามในคดีดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4841/2546 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายพิศิษฐ์ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น เห็นว่า พฤติการณ์ตามที่ได้ความยุตินั้น บริษัทรังสิต เคเบิ้ลทีวี จำกัด ประกอบธุรกิจส่งวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการแก่สาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและนายพิศิษฐ์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการของบริษัทได้โอนหุ้นของตนและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเป็นจำเลยเพื่อหลีกเลี่ยงให้ตนเองพ้นความรับผิดทางอาญา โดยให้จำเลยเป็นผู้รับโทษในทางอาญาแทนตน นิติกรรมการโอนหุ้นระหว่างนายพิศิษฐ์กับจำเลยจึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นายพิศิษฐ์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยที่จะมีสิทธิร้องทุกข์ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอกซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้และพนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยอีกต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2556 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี โจทก์ นายภาคินหรือธนพงศ์ มาลีบูชา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี · จำเลย - นายภาคินหรือธนพงศ์ มาลีบูชา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระพล ตั้งสุวรรณ · สุนทร ทรงฤกษ์ · วันทนี กีรติพิบูล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายเนติพันธ์ บุญมา · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพลศักดิ์ พฤกษาฎาจันทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1986/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7100/2538ฎีกา 1057/2514ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 3595/2532ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 617/2536ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา