⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2909/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2909/2556

ป.อาญา ม.175, 177 · ป.วิ.อาญา ม.158

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีอาญาโดยอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ หรือการเบิกความอันเป็นเท็จในข้อสำคัญในคดีอาญาที่ตนเองเป็นผู้ฟ้อง ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานฟ้องเท็จ ฟ้องโจทก์บรรยายว่าเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 เวลากลางวันจำเลยเอาความเท็จฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยจำเลยบรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 โจทก์ปลอมสัญญากู้เงินของ ส. และ อ. ที่ทำสัญญากู้เงินไว้กับกลุ่มออมทรัพย์บ้านหนองบัวแดง และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 ปลอมเอกสารดังกล่าวจากเดือนมีนาคมเป็นเดือนเมษายนทั้งสองฉบับ ด้วยเจตนาทุจริตเบียดบังเอาเงินของกลุ่มออมทรัพย์บ้านหนองบัวแดงไปเป็นประโยชน์ของตน จำเลยทราบข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดหรือปลอมเอกสารดังกล่าวตามที่จำเลยฟ้อง แต่ยังกลั่นแกล้งนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลเพื่อต้องการให้โจทก์ได้รับโทษโดยโจทก์แนบสำเนาคำฟ้องคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์กับสำเนาบันทึกการสอบสวนข้อเท็จจริงที่แสดงว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดมาท้ายคำฟ้องด้วย ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าคำฟ้องของจำเลยเป็นเท็จและความจริงโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จ ฟ้องโจทก์บรรยายถึงคำเบิกความของจำเลยที่เป็นเท็จและบรรยายว่าความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งความจริงโจทก์ไม่ได้ปลอมเอกสารตามที่จำเลยเบิกความ หากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจริงก็จะทำให้โจทก์ถูกพิพากษาลงโทษโดยโจทก์แนบคำเบิกความของจำเลยตามสำเนาคำให้การและสำเนาคำพิพากษาคดีก่อนมาท้ายคำฟ้อง ถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องเป็นการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.175 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.175 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 และมาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยโดยบรรยายฟ้องชัดแจ้งว่าเป็นฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ และโจทก์ยังบรรยายฟ้องว่าการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานฟ้องเท็จและข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคล สิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาที่จำเลยนำมาฟ้องโจทก์เป็นคดีต่อศาลแขวงอุบลราชธานี และโจทก์แนบสำเนาฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3766/2547 เป็นส่วนหนึ่งของฟ้องที่จำเลยยื่นฟ้องโจทก์ในคดีนี้กล่าวว่าทำเอกสารปลอม และได้บรรยายความผิดฐานเบิกความเท็จและแนบสำเนาคำเบิกความและสำเนาคำพิพากษามาท้ายฟ้องซึ่งความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดี ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานเบิกความเท็จไม่เคลือบคลุม เห็นว่า ความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา..." พิจารณาแล้วฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 เวลากลางวันจำเลยเอาความเท็จฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงอุบลราชธานี โดยจำเลยบรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 โจทก์ได้ปลอมสัญญากู้เงินของนายแสวง และนางอำนวย ที่ทำสัญญากู้เงินไว้กับกลุ่มออมทรัพย์ บ้านหนองบัวแดง หมู่ที่ 3 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 ปลอมเอกสารดังกล่าวจากเดือนมีนาคมเป็นเดือนเมษายนทั้งสองฉบับด้วยเจตนาทุจริตเบียดบังเอาเงินของกลุ่มออมทรัพย์ บ้านหนองบัวแดง ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน รายละเอียดปรากฏตามสำเนาฟ้องคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3766/2547 ซึ่งความจริงแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2544 จำเลยทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีแล้วว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดหรือปลอมเอกสารดังกล่าวตามที่จำเลยได้ฟ้อง แต่ยังกลั่นแกล้งนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลเพื่อต้องการให้โจทก์ได้รับโทษ รายละเอียดในการทราบความจริงของจำเลยปรากฏตามสำเนาบันทึกการสอบข้อเท็จจริง สำเนาฟ้องระบุว่าจำเลยฟ้องโจทก์ข้อหาปลอมเอกสาร โจทก์บรรยายว่าจำเลยเอาความเท็จมาฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ความจริงเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2544 จำเลยทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดหรือปลอมเอกสารดังกล่าวตามที่จำเลยฟ้อง แต่ยังกลั่นแกล้งนำความเท็จมาฟ้องต่อศาลเพื่อต้องการให้โจทก์ได้รับโทษ โจทก์กล่าวถึงความจริงว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือไม่ได้ปลอมเอกสารตามที่จำเลยฟ้องโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าคำฟ้องของจำเลยเป็นเท็จและความจริงโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ส่วนความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 บัญญัติว่า "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี... ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา..." ฟ้องโจทก์บรรยายถึงคำเบิกความของจำเลยที่เป็นเท็จและบรรยายว่าความเท็จดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งความจริงโจทก์ไม่ได้ปลอมเอกสารตามที่จำเลยเบิกความ โจทก์แนบคำเบิกความของจำเลยตามสำเนาคำให้การและสำเนาคำพิพากษา ถือเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าโจทก์ปลอมเอกสาร เมื่อพิจารณาคำเบิกความดังกล่าวและคำพิพากษาแล้วจำเลยเบิกความว่า โจทก์กระทำความผิดข้อหาปลอมเอกสารขอให้ลงโทษฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 หากศาลเชื่อว่าโจทก์กระทำความผิดจริงก็จะทำให้โจทก์ต้องถูกพิพากษาลงโทษ คำเบิกความว่าโจทก์ปลอมเอกสารเป็นข้อสำคัญ ถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องเป็นการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้อาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงสมควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225 พิพากษากลับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2909/2556 นายสมาน สายแวว โจทก์ นายบุญส่ง สินค้ำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมาน สายแวว · จำเลย - นายบุญส่ง สินค้ำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปกรณ์ วงศาโรจน์ · เกษม เกษมปัญญา · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายอรรคเดช ชัยจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายแชน ศิริพงษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5031/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6435/2555ฎีกา 21848/2555ฎีกา 20504/2556ฎีกา 99/2541ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 605/2511ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา