คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11419/2557
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสัญญาเช่าได้ถูกบอกเลิกโดยชอบแล้ว คู่สัญญาไม่อาจนำสัญญาดังกล่าวมาอ้างเพื่อขอให้บังคับอีกฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามสัญญาได้อีกต่อไป
ย่อคำพิพากษา
แม้การเช่าที่ดินพิพาทจะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แต่โจทก์ในฐานะผู้เช่าก็ยังต้องมีหน้าที่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยผู้ให้เช่าตามสัญญา ไม่เช่นนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อความปรากฏว่าในคดีเรื่องก่อนที่โจทก์ถูกจำเลยฟ้องขับไล่เพราะโจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้วนั้น คดีถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเรื่องก่อนจึงต้องผูกพันไปตามคำพิพากษาในคดีเรื่องก่อนอันถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเสียแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้อีก
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ให้โจทก์ตลอดอายุการใช้งานสิ่งปลูกสร้างหรือไม่น้อยกว่า 30 ปี หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนสิทธิการเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 22208 และ 96559 แขวงทุ่งสองห้อง (ลาดโตนด) เขตบางเขน (ตลาดขวัญ) กรุงเทพมหานคร ให้โจทก์เป็นเวลา 20 ปี นับแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2544 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 1,500 บาท
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การเช่าที่ดินพิพาทในคดีนี้จะเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะผู้เช่าก็ยังต้องมีหน้าที่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยตามสัญญา ไม่เช่นนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อความปรากฏในชั้นนี้ว่าในคดีเรื่องก่อนตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 959/2550 ของศาลชั้นต้น ดังกล่าว ศาลฎีกาโดยคำสั่งศาลฎีกาที่ 14694/2555 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา เพราะฎีกาของโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีนั้นไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง อันเป็นผลให้ต้องบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในคดีนั้นที่พิพากษาต้องกันมาให้ขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเรื่องก่อนจึงต้องผูกพันไปตามคำพิพากษาในคดีเรื่องก่อนอันถึงที่สุดแล้วว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่จำเลยซึ่งจำเลยได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อสัญญาต่างตอบแทนระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเสียแล้ว โจทก์จึงไม่อาจนำมาอ้างเพื่อขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามคำขอได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11419/2557
นางโฉมยง ประทีปอุษานนท์ โจทก์
บริษัทพงษ์เพชร์ จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางโฉมยง ประทีปอุษานนท์ · จำเลย - บริษัทพงษ์เพชร์ จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์ · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายวิทยา จันทร์ชื่น · ศาลอุทธรณ์ - นายวรพจน์ วัชรางค์กุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | พ.761/2554 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา