⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11741/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11741/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 153 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ได้จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่คำนึงว่าหนี้นั้นระงับลงแล้วหรือไม่

ย่อคำพิพากษา

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 153 เป็นความผิดสำเร็จเมื่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ ได้จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการจ่ายทรัพย์นั้นต้องทำให้หนี้ระงับลงด้วย เพราะความผิดมาตรานี้ต้องการลงโทษเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ได้จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเท่านั้น แม้จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์จะชำระหนี้ด้วยเช็ค และ ก. ผู้ได้รับชำระหนี้ยังไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเนื่องจากถูกเรียกทวงคืนก่อนอันทำให้หนี้นั้นยังไม่ระงับลงก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จตามมาตรา 153 แล้ว หาใช่เป็นเพียงความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์พยายามจ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 153 ประกอบมาตรา 83 ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.153

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153, 157, 162 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153, 157, 162 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต จำคุก 1 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสารและรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ อันมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ จำคุก 1 ปี และฐานเป็นเจ้าพนักงานจ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ประกอบมาตรา 80, 157, 162 (1) (4) การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่จ่ายทรัพย์แล้วจ่ายทรัพย์นั้นเกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น จำเลยจ่ายเงินจำนวน 260,675 บาท เป็นค่าพันธุ์ปลาและวัสดุการเกษตรเกินกว่าที่ควรจ่ายจำนวน 146,900 บาท เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 ผู้กระทำความผิดต้องเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร จำเลยทำเอกสารและกรอกข้อความในเอกสารใบตรวจรับ ลงชื่อรับรองเป็นหลักฐานอันเป็นเท็จว่าได้ตรวจพันธุ์ปลาทุกชนิดตามจำนวนและขนาดตามใบสั่งซื้อโดยพันธุ์ปลาดังกล่าวมีขนาด 5 ถึง 7 เซนติเมตร จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 (1) (4) ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานทั่วไป จึงรวมทั้งเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 และเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 จำเลยกระทำการตรวจรับพันธุ์ปลาและวัสดุการเกษตรดังกล่าวโดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ จึงเป็นความผิดตามมาตรานี้ โดยที่การกระทำความผิดของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน แม้จำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นทั้งประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ เจ้าหน้าที่พัสดุประจำหน่วยงานและรักษาราชการแทนประมงจังหวัดลำพูนถึง 3 ตำแหน่ง แต่จำเลยกระทำความผิดโดยมีวัตถุประสงค์เดียว คือ การได้เงินส่วนต่างจำนวน 146,900 บาท การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาในปัญหานี้ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ต่อไปว่า การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 เป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือเป็นพยายามกระทำความผิด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ผู้กระทำความผิดจ่ายทรัพย์เกินกว่าควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วโดยไม่จำต้องคำนึงว่าการจ่ายทรัพย์นั้นต้องทำให้หนี้ระงับลงด้วยจึงจะเป็นความผิด เพราะความผิดตามมาตรานี้ต้องการลงโทษเพียงแค่ผู้มีหน้าที่จ่ายทรัพย์ จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเท่านั้น ไม่ได้คำนึงว่าหนี้ที่จ่ายทรัพย์ไปนั้นต้องระงับลงไปด้วย ฉะนั้น แม้จำเลยจะชำระหนี้ด้วยเช็ค และนางเกี๋ยงคำผู้ได้รับชำระหนี้ยังไม่ได้นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเนื่องจากถูกเรียกทวงคืนก่อน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 สำเร็จแล้ว ไม่ใช่แค่ความผิดฐานพยายาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาในปัญหานี้ว่าเป็นการพยายามกระทำความผิด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ปัญหานี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153, 157, 162 (1) (4) ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11741/2557 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นายสุพจน์ ศุภวัตรวิบูลย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน · จำเลย - นายสุพจน์ ศุภวัตรวิบูลย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์ · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · สวัสดิ์ สุรวัฒนานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำพูน - นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายกีรติ เชียงปวน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3500/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1866/2553ฎีกา 3307/2531ฎีกา 5840/2544ฎีกา 2848/2527ฎีกา 959/2531ฎีกา 958/2518ฎีกา 4521/2539ฎีกา 6252/2531ฎีกา 129/2544ฎีกา 2246/2520ฎีกา 2283/2516ฎีกา 187/2507ฎีกา 1560/2529ฎีกา 3172/2526ฎีกา 2499/2543ฎีกา 1851/2557ฎีกา 180/2554ฎีกา 3461/2535ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 1906/2520ฎีกา 2015/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา