⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13312/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13312/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมและควบคุมตัวผู้กระทำความผิด แต่กลับสั่งปล่อยตัวผู้กระทำความผิดโดยไม่มีอำนาจ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำความผิดและมีอำนาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำตัวผู้ถูกจับกุมส่งต่อพนักงานสอบสวน หรือสั่งปล่อยตัวผู้ถูกจับหากเห็นว่าเป็นการจับผิดตัวหรือผู้ถูกจับกุมไม่ได้กระทำความผิดหรือการกระทำยังไม่เป็นความผิด จำเลยทราบดีว่าคนต่างด้าวที่ถูกจับกุมเป็นผู้กระทำความผิด จำเลยไม่มีอำนาจสั่งปล่อยได้ แต่กลับสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปล่อยตัวผู้กระทำความผิดและรถของกลางโดยไม่ชอบ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตาม ป.อ. มาตรา 157

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 3 ปี จำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 ที่จังหวัดกาญจนบุรี มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมบังคับบัญชาเจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ป้องกันปราบปรามและสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญา จำเลยเป็นผู้บังคับบัญชาของร้อยตำรวจเอกอติโรจน์ (ยศขณะเกิดเหตุ) ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ร้อยตำรวจเอกอติโรจน์และผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติพม่า 29 คน ที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายและยึดรถกระบะหมายเลขทะเบียน บธ 5293 กาญจนบุรี เป็นของกลาง หลังจากนั้นจำเลยโทรศัพท์สั่งร้อยตำรวจเอกอติโรจน์ให้ปล่อยคนต่างด้าวไป 19 คน กับให้ปล่อยรถกระบะของกลาง แต่ร้อยตำรวจเอกอติโรจน์ไม่ยินยอม จำเลยจึงให้ร้อยตำรวจเอกอติโรจน์และผู้ร่วมจับกุมไปหาจำเลยที่บ้านและบอกให้จับผู้ต้องหาได้เพียง 10 คน ที่เหลือให้ปล่อยไปพร้อมรถกระบะของกลาง แต่ผู้ร่วมจับกุมทุกคนไม่ยินยอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทธงชัยและพันตำรวจตรีอติโรจน์ (ยศขณะเบิกความ) เบิกความว่า เมื่อพยานทั้งสองกับพวกร่วมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมายได้พร้อมยึดรถที่ใช้บรรทุกคนต่างด้าวเป็นของกลาง ภรรยาจำเลยโทรศัพท์บอกพันตำรวจตรีอติโรจน์ว่า รับเคลียร์หมดแล้ว ให้ปล่อยให้หมด พันตำรวจตรีอติโรจน์ตอบว่าไม่ได้หรอกพี่ จับแล้วปล่อยไม่ได้ หลังจากนั้นจำเลยโทรศัพท์คุยกับพันตำรวจโทธงชัย รองผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 ในขณะนั้นและพันตำรวจตรีอติโรจน์ให้จับผู้กระทำความผิดเพียง 10 คน ที่เหลือให้ปล่อยไปพร้อมรถของกลาง โดยจำเลยพูดกับพันตำรวจโทธงชัยว่า กูขอได้ไหม ขอให้ปล่อย ปล่อยคนต่างด้าว พันตำรวจโทธงชัยตอบว่า กูปล่อยไม่ได้หรอก เห็นว่า การที่จำเลยและพันตำรวจโทธงชัยพูดกันโดยใช้สรรพนามแทนตัวเองว่ากู ก็น่าจะเป็นเพราะมีความคุ้นเคยกันหรือเป็นเพื่อนกัน แต่นอกจากจำเลยจะพูดกับพันตำรวจโทธงชัยแล้ว จำเลยยังพูดกับพันตำรวจตรีอติโรจน์ให้ปล่อยผู้กระทำความผิดไป 19 คน พร้อมรถกระบะของกลาง เมื่อได้รับการปฏิเสธจำเลยก็ยังโทรศัพท์ให้พันตำรวจตรีอติโรจน์และผู้ใต้บังคับบัญชาที่ร่วมจับกุมไปหาที่บ้านและพูดเช่นเดิมอีก การพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนตลอดจนเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาไปพบที่บ้านและบอกให้ปล่อยผู้กระทำความผิดพร้อมรถกระบะของกลาง จึงเห็นได้ว่าเป็นการสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ร่วมจับกุม จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้กระทำความผิดและมีอำนาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำตัวผู้ถูกจับกุมส่งต่อพนักงานสอบสวน หรือสั่งปล่อยผู้ถูกจับกุมหากเห็นว่าเป็นการจับผิดตัว หรือผู้ถูกจับกุมไม่ได้กระทำความผิด หรือการกระทำยังไม่เป็นความผิด จำเลยทราบดีว่าคนต่างด้าวที่ถูกจับกุมมาเป็นผู้กระทำความผิด จำเลยไม่มีอำนาจสั่งปล่อยได้ แต่กลับสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปล่อยตัวผู้กระทำความผิดและรถของกลางโดยไม่ชอบ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13312/2557 พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ โจทก์ พันตำรวจโทไพฑูรย์ รัตนเสรี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดทองผาภูมิ · จำเลย - พันตำรวจโทไพฑูรย์ รัตนเสรี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย พันธุมะโอภาส · ประทีป ดุลพินิจธรรมา · พิศาล อัยยะวรากูล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดทองผาภูมิ - นายปฐม บุญหนุน · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.932/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา