⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13349/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13349/2557

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.17, 25 · ป.วิ.แพ่ง ม.142

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในอำนาจศาลแขวง และศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาคำขออื่นที่รองลงไปได้ด้วย

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองในที่ดินพิพาทที่อ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกโดยมีคำขอบังคับท้ายฟ้องเน้นให้เพิกถอนและให้โอนคืนตามลำดับก็เพื่อเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของ ป. ผู้ตาย รวมทั้งประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามด้วย คดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทจำนวน 233,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี แม้โจทก์จะมีคำขอให้กำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของ ป. ซึ่งเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์มาด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่องลำดับที่รองลงไป เมื่อศาลแขวงสุพรรณบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขออื่นที่รองลงไปนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.17 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.25

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับมีคำสั่งกำจัดมิให้จำเลยที่ 1 รับมรดกของนายประชา และขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 31329 ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี จึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรีเห็นว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 31329 ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 และเพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ลงวันที่ 13 กันยายน 2554 กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินพิพาท ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งสาม หากไม่ไปดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงสุพรรณบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่จำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ มีคำขอท้ายฟ้องเน้นตามลำดับก็เพื่อเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของนายประชาผู้ตาย รวมทั้งประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามด้วย คดีของโจทก์ทั้งสามจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ และมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาทจำนวน 233,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงสุพรรณบุรี แม้โจทก์จะมีคำขอให้มีคำสั่งกำจัดจำเลยที่ 1 ไม่ให้รับมรดกของนายประชาซึ่งเป็นคดีที่ไม่มีทุนทรัพย์มาด้วย ก็เป็นคำขอต่อเนื่องลำดับที่รองลงไป เมื่อศาลแขวงสุพรรณบุรีมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขออื่นที่รองลงไปได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษามาจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13349/2557 นางสาวนรินทร์พร เบญจวรรณ กับพวก โจทก์ นายสันติ เบญจวรรณ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวนรินทร์พร เบญจวรรณ กับพวก · จำเลย - นายสันติ เบญจวรรณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · พิศล พิรุณ · สมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงสุพรรณบุรี - นายรุ่งวิทย์ วิภาถาวรพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวิเชียร แสงเจริญถาวร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1854/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4982/2541ฎีกา 5445/2537ฎีกา 4404/2565ฎีกา 301/2520ฎีกา 5615/2537ฎีกา 6190/2540ฎีกา 3643/2537ฎีกา 963/2544ฎีกา 3068/2539ฎีกา 2755/2565ฎีกา 2074/2529ฎีกา 243/2497ฎีกา 2958/2538ฎีกา 1545/2552ฎีกา 5606/2533ฎีกา 3492/2547ฎีกา 537/2540ฎีกา 1891/2551ฎีกา 3405/2537ฎีกา 6370-6371/2550ฎีกา 1425/2492ฎีกา 576/2540ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา