⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13598/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2557

ป.อาญา ม.267, 268 · ป.พ.พ. ม.150

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจำหน่ายหรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินมีผลใช้บังคับ เป็นโมฆะตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ภายในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน..." เมื่อ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินพิพาทให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2536 การทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 จึงอยู่ในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 หรือแม้สัญญาซื้อขายนี้จะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมอบที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันตามที่ฝ่ายจำเลยนำสืบต่อสู้ ต่างก็เป็นนิติกรรมที่เป็นการจำหน่ายหรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง นิติกรรมนั้นจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจมีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวยังคงอยู่ในการจัดการดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.267 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม.28

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.267 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยทั้งสามเป็นผู้ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้หรืออ้างเอกสารเพียงกระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังว่า ที่ดินพิพาทไม่มีเอกสารสิทธิใด ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเขตปฏิรูปที่ดิน เดิมจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองที่ดินจำนวนเนื้อที่ 8 ไร่เศษ รวมทั้งที่ดินพิพาทซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ และจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ยื่นคำขอต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาท โดยจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อในแบบกระจายสิทธิการถือครองที่ดิน ขอสละสิทธิการถือครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 3 ลงชื่อยินยอมและจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า จำเลยที่ 2 ยกที่ดินพิพาทให้ตั้งแต่ปี 2548 ต่อมาจำเลยที่ 3 ทำการนำรังวัดปักหลักเขตในที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 และคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชมีมติในคราวประชุมครั้งที่ 2/2550 ให้จำเลยที่ 1 ได้รับคัดเลือกให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายเนื่องจากที่ดินพิพาทไม่อาจซื้อขายกันได้ ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 28 โจทก์จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินพิพาทและไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งฝ่ายจำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ฝ่ายจำเลยจึงยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายในระยะเวลาสามปี นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินตามมาตรา 25 ใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายด้วยประการใด ๆ หรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย ดังนั้น ต้องพิจารณาว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งพระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ศาลรู้เองได้ โดยคู่ความไม่ต้องนำสืบ เมื่อพิจารณาแล้วปรากฏว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลห้วยปริก อำเภอฉวาง และตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2536 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 กันยายน 2536 และตามมาตรา 2 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติให้พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พระราชกฤษฎีกาจึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2536 ดังนั้น การทำสัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2539 จึงอยู่ภายในระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินใช้บังคับ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 หรือแม้สัญญาซื้อขายนี้จะเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินโดยมอบที่ดินพิพาทเป็นหลักประกันตามที่ฝ่ายจำเลยนำสืบต่อสู้ ต่างก็เป็นนิติกรรมที่เป็นการจำหน่ายหรือก่อให้เกิดภาระติดพันใด ๆ ซึ่งที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จึงเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 28 วรรคหนึ่ง ที่กล่าวในข้างต้นแล้ว นิติกรรมนั้นจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจมีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท ที่ดินดังกล่าวยังคงอยู่ในการจัดการดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อศาล ส่วนที่โจทก์กล่าวในคำแก้ฎีกาว่า สัญญาซื้อขายการครอบครองที่ดินป่าสงวนแห่งชาติระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ไม่เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1696/2544 นั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างนั้นเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มิใช่ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 อีกต่อไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2557 นางละมัย ศักดิ์จิรพาพงษ์ โจทก์ นางสาวรัชนี กรายแก้ว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางละมัย ศักดิ์จิรพาพงษ์ · จำเลย - นางสาวรัชนี กรายแก้ว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · ปดารณี ลัดพลี · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครศรีธรรมราช - นางเพียงพร วิเศษสินธุ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวิชัย ช้างหัวหน้า
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.780/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 8080/2538ฎีกา 961/2566ฎีกา 4332/2536ฎีกา 3911/2568ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2092/2564ฎีกา 2766/2546ฎีกา 3800/2564ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 581/2527ฎีกา 8739/2551ฎีกา 693/2526ฎีกา 3588/2564ฎีกา 1813/2531ฎีกา 4541/2550ฎีกา 10552/2553ฎีกา 958/2552ฎีกา 17923/2557ฎีกา 2386/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา