⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5917/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5917/2557

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นิติบุคคลจะรับผิดในทางอาญาได้ ต้องได้ความว่านิติบุคคลนั้นได้กระทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดโดยตรง หรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น การเป็นเจ้าของกิจการเพียงอย่างเดียว ไม่ถือว่ากระทำความผิดโดยอัตโนมัติ

ย่อคำพิพากษา

ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ความเพียงว่ามีการลงข้อความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ตามฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นนิติบุคคลรู้เห็นหรือร่วมดำเนินการในการลงพิมพ์ข้อความดังกล่าว ทั้งกิจการหนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 2 แบ่งโครงสร้างด้านฝ่ายข่าวและด้านบริหารแยกต่างหากจากกัน โดยบรรณาธิการจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านฝ่ายข่าว ส่วนฝ่ายบริหารจะดูแลทางด้านธุรกิจและการตลาด ไม่แทรกแซงก้าวก่ายซึ่งกันและกัน จำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการลงพิมพ์ตามฟ้อง ดังนี้ การที่จะให้จำเลยที่ 2 รับผิดในทางอาญาจะต้องได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใส่ความหรือมีส่วนร่วมในการใส่ความโจทก์ร่วมทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จะให้ถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.328

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 332, 83, 33, 32 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ริบของกลาง ยึดทำลายหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ทั้งหมด และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และหนังสือพิมพ์อื่นหลายฉบับเป็นจำนวนหลายครั้งติดต่อกันโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยให้เรียกพลตำรวจเอกสันต์ ว่า โจทก์ร่วมที่ 1และเรียกคุณหญิงเกิดศิริ ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 83 ประกอบพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคสอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 เดือน ปรับ 30,000 บาทและลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 60,000 บาท ตามฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน รวมทั้งได้ความว่าจำเลยที่ 1 พยายามบรรเทาผลเสียหายจากการกระทำผิดโดยลงโฆษณาข้อความขออภัยโจทก์ร่วมทั้งสองทางหนังสือพิมพ์ไปแล้วบางส่วน นับว่าสำนึกในการกระทำผิด มีเหตุอันควรปรานี จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลางและให้ยึดทำลายหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม 2546 ที่มีข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาแต่โดยย่อให้ได้ใจความครบถ้วนตามที่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนลงพิมพ์ทางหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์รายวัน และหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับละ 3 ครั้ง ติดต่อกันโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองว่า จำเลยที่ 2กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาหรือไม่ เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองได้ความเพียงว่ามีการลงข้อความในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ตามฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นนิติบุคคลรู้เห็นหรือร่วมดำเนินการในการลงพิมพ์ข้อความดังกล่าว ทั้งจำเลยที่ 2 มีนางกรรณิกา กรรมการจำเลยที่ 2 เบิกความว่า กิจการหนังสือพิมพ์แบ่งโครงสร้างด้านฝ่ายข่าวและด้านบริหารแยกต่างหากจากกัน โดยบรรณาธิการจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านฝ่ายข่าว ส่วนฝ่ายบริหารจะดูแลทางด้านธุรกิจและการตลาด ไม่แทรกแซงก้าวก่ายซึ่งกันและกัน จำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการลงพิมพ์ตามฟ้อง ดังนี้ การที่จะให้จำเลยที่ 2 รับผิดในทางอาญาจะต้องได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใส่ความหรือมีส่วนร่วมในการใส่ความโจทก์ร่วมทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จะให้ถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดด้วยหาได้ไม่ ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่ว่า การลงพิมพ์ข้อความพาดหัวข่าวที่หน้าหนึ่งใส่ความโจทก์ร่วมทั้งสองตามฟ้องเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5917/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ กับพวก โจทก์ร่วม นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ กับพวก · จำเลย - นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กรองเกียรติ คมสัน · อิสสระ นิ่มละมัย · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายเกียรติคุณ แม้นเลขา · ศาลอุทธรณ์ - นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2155/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2467ฎีกา 3901/2545ฎีกา 772/2469ฎีกา 975/2531ฎีกา 7788/2552ฎีกา 4324/2552ฎีกา 7651/2552ฎีกา 295/2505ฎีกา 1273/2506ฎีกา 3992/2539ฎีกา 3/2542ฎีกา 110/2516ฎีกา 10839/2557ฎีกา 1105/2519ฎีกา 117/2529ฎีกา 148/2543ฎีกา 108/2525ฎีกา 2172/2537ฎีกา 2887/2540ฎีกา 3050/2544ฎีกา 613/2532ฎีกา 295/2541ฎีกา 2408/2522ฎีกา 7497/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา