⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3828/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* คดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้จะฟ้องต่อศาลจังหวัด ก็ต้องนำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง * หากศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลชอบที่จะวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องประทับฟ้องไว้ก่อน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 137, 326, และ 328 อันเป็นคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้โจทก์จะยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดก็ต้องนำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กระทำโดยขาดเจตนา มีผลให้จำเลยไม่ต้องรับผิดในทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 ดังนั้นการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าการกระทำของโจทก์จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 หรือไม่ จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ข้อกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระ ในการไต่สวนมูลฟ้งแม้จะได้ความว่าจำเลยได้กระทำการตามฟ้องแต่เมื่อศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นความผิดไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาหรือมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด ศาลก็ชอบที่จะทำการวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลยไม่จำเป็นต้องประทับฟ้องไว้แล้วไปพิพากษายกฟ้องในภายหลัง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.167 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.136 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326 ประมวลกฎหมายอาญา ม.328 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.2 พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๗, ๓๒๖, ๓๒๘, ๘๓, ๙๑ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ ข้อ ๓ ข้อ ๗ และข้อ ๘ พ.ศ.๒๕๑๙ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าการที่โจทก์ไปร่วมบำเพ็ญกุศลศพแล้วพูดชี้แจงต่อชาวบ้านที่มาร้องเรียนหรือร้องทุกข์นั้นโจทก์ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖ นั้น เห็นว่าคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๗, ๓๒๖, ๓๒๘, ๘๓ และ ๙๑ อันเป็นคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี แม้โจทก์จะยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด ก็จะต้องนำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับตามความในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.๒๕๒๐ คดีนี้จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ได้กล่าวถ้อยคำในทำนองต่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจจริง หรือมิฉะนั้นก็เป็นถ้อยคำที่ทำให้จำเลยที่ ๑ เข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ได้กล่าวเช่นนั้น เท่ากับเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้กระทำโดยขาดเจตนา จึงมีผลทำให้จำเลยไม่ต้องรับผิดในทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ดังนั้นการวินิจฉัยปัญหาที่ว่าการกระทำของโจทก์จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖ หรือจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ข้อกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของโจทก์ที่ว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำหนังสือซึ่งมีข้อความอันเป็นเท็จ ร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ศาลก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้ประทับฟ้องของโจทก์ มิใช่วินิจฉัยไปเลยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดเป็นทำนองว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ในการไต่สวนนั้นแม้จะได้ความว่าจำเลยได้กระทำการตามฟ้องแต่เมื่อศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวไม่เป็นความผิดไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยขาดเจตนาหรือมีกฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิด ศาลก็ชอบที่จะทำการวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องประทับฟ้องไว้แล้วไปพิพากษายกฟ้องในภายหลัง การดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อสุดท้ายของโจทก์ที่ว่าโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด ศาลอุทธรณ์จะยกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ ขึ้นอ้างว่าคดีของโจทก์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงจึงเป็นการไม่ชอบนั้นเห็นว่า ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.๒๕๒๐ เพราะฉะนั้นเมื่อคดีของโจทก์เป็นคดีที่มีโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี จึงต้องนำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับดังที่ศาลฎีกาได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้ในตอนต้น คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในเรื่องนี้จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2531 นายวีระเดช สุรสิทธิ์ โจทก์ จ่าสิบตำรวจแดนศักดิ์ สำราญจักร กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวีระเดช สุรสิทธิ์ · ล. - จ่าสิบตำรวจแดนศักดิ์ สำราญจักร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเชิด รักตะบุตร์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · สัมฤทธิ์ ไชยศิริ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมุกดาหาร - นายจรูญวิทย์ ทองสอน · ศาลอุทธรณ์ - นายเรเชนทรื จัมปาสุต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7651/2552ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 284/2507ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา