⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3416/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งส่งร่างสัญญาให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งไม่ลงนามในร่างสัญญานั้น แสดงว่าข้อความในร่างสัญญาถือเป็นสาระสำคัญที่ต้องตกลงกันให้ครบถ้วน หากยังตกลงกันไม่ได้ ถือว่ายังไม่มีสัญญาผูกพันกัน

ย่อคำพิพากษา

หลังจากสัญญายินยอมให้ดำเนินธุรกิจบริการเคเบิ้ลทีวีระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดแล้ว โจทก์ได้ส่งสัญญาในลักษณะดังกล่าวส่งให้แก่จำเลยเพื่อทำการต่อสัญญาและติดตามให้จำเลยลงนามในร่างสัญญาหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ลงนาม ซึ่งทางปฏิบัติของโจทก์เช่นนั้น แสดงว่าข้อความแห่งร่างสัญญาดังกล่าว โจทก์ถือเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันหมดทุกข้อ ได้ความจากจำเลยว่า เหตุที่จำเลยไม่ยอมลงนามในร่างสัญญานั้น เพราะโจทก์ไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงช่องสัญญาณให้ทันสมัยหรือมีความน่าสนใจตรงตามความต้องการของลูกค้าในเขตตำบลราไวย์ ทั้งไม่มีการส่งเสริมการขายใดๆ ประกอบกับมีผู้ประกอบการให้บริการเคเบิ้ลทีวีเกิดขึ้นในตำบลราไวย์อีกหลายราย จึงสอบถามโจทก์ว่าเหตุใดจึงมีคู่แข่งได้ทั้งที่โจทก์เคยบอกจำเลยว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียว แต่โจทก์ไม่ได้ตอบคำถาม เห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะตกลงกับโจทก์ใหม่ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยยังตกลงกันไม่ได้อยู่ตราบใด ถือว่าโจทก์และจำเลยยังไม่มีสัญญาต่อกัน แม้ในระหว่างนั้นจำเลยจะยังคงชำระค่าธรรมเนียมและค่าเชื่อมส่งสัญญาณให้แก่โจทก์ ก็หาเป็นการผูกพันให้จำเลยลงนามในร่างสัญญาดังกล่าวไม่ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับการก่อให้เกิดสัญญา และมีผลไปถึงอำนาจฟ้องในกรณีผิดสัญญา ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง แม้ภายหลังสัญญายินยอมให้ดำเนินธุรกิจบริการเคเบิ้ลทีวีระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ได้ส่งสัญญาณภาพเคเบิ้ลทีวีไปยังจำเลยต่อไป ก็เป็นการดำเนินการของโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยที่จำเลยไม่ได้ตกลงด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,323,600.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,933,060.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2553) จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า หลังจากสัญญายินยอมให้ดำเนินธุรกิจบริการเคเบิ้ลทีวีระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดแล้ว โจทก์ได้ส่งสัญญาในลักษณะดังกล่าวส่งให้แก่จำเลยเพื่อทำการต่อสัญญาและติดตามให้จำเลยลงนามในร่างสัญญาหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ลงนาม ซึ่งทางปฏิบัติของโจทก์เช่นนั้น แสดงว่าข้อความแห่งร่างสัญญาดังกล่าว โจทก์ถือเป็นสาระสำคัญอันจะต้องตกลงกันหมดทุกข้อ ในข้อนี้ได้ความจากจำเลยว่า เหตุที่จำเลยไม่ยอมลงนามในร่างสัญญานั้น เพราะโจทก์ไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงช่องสัญญาณให้ทันสมัยหรือมีความน่าสนใจตรงตามความต้องการของลูกค้าในเขตตำบลราไวย์ ทั้งไม่มีการส่งเสริมการขายใดๆ ประกอบกับมีผู้ประกอบการให้บริการเคเบิ้ลทีวีเกิดขึ้นในตำบลราไวย์อีกหลายราย จึงสอบถามโจทก์ว่าเหตุใดจึงมีคู่แข่งได้ทั้งที่โจทก์เคยบอกจำเลยว่าโจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตแต่เพียงผู้เดียว แต่โจทก์ไม่ได้ตอบคำถาม เห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะตกลงกับโจทก์ใหม่ แต่เมื่อโจทก์และจำเลยยังตกลงกันไม่ได้อยู่ตราบใด ถือว่าโจทก์และจำเลยยังไม่มีสัญญาต่อกัน แม้ในระหว่างนั้นจำเลยจะยังคงชำระค่าธรรมเนียมและค่าเชื่อมส่งสัญญาณให้แก่โจทก์ ก็หาเป็นการผูกพันให้จำเลยลงนามในร่างสัญญาดังกล่าวไม่ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 366 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับการก่อให้เกิดสัญญา และมีผลไปถึงอำนาจฟ้องในกรณีผิดสัญญา ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง แม้ภายหลังสัญญายินยอมให้ดำเนินธุรกิจบริการเคเบิ้ลทีวีระหว่างโจทก์และจำเลยสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ได้ส่งสัญญาณภาพเคเบิ้ลทีวีไปยังจำเลยต่อไป ก็เป็นการดำเนินการของโจทก์ไปฝ่ายเดียวโดยที่จำเลยไม่ได้ตกลงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อนึ่ง โจทก์ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท โดยขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,323,600.01 บาท ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีเพียง 3,303,600.01 บาท การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลของจำนวนทุนทรัพย์ 3,323,600.01 บาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินมา ต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2558 บริษัทภูเก็ต เคเบิ้ล จำกัด โจทก์ บริษัทราไวย์ เคเบิ้ล ทีวี จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทภูเก็ต เคเบิ้ล จำกัด · จำเลย - บริษัทราไวย์ เคเบิ้ล ทีวี จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา · สุรพันธุ์ ละอองมณี · ธราธร ศิลปโอสถ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ