⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4239/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2558

ป.พ.พ. ม.4, 1470, 1501 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินประกันชีวิตที่ผู้เอาประกันภัยกำหนดให้ใช้แก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้ใดไว้ ถือเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ป.พ.พ. มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิต นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับตามตารางกรมธรรม์ มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนหรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรงและต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้" ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าวจึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กันและเท่ากับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ศ. ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1470 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1501 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1629 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1630 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1635

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1470 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1501 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1629 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของผู้ตายจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จังหวัดขอนแก่น ชื่อบัญชีนางสาววลัยภรณ์ จำเลยที่ 1 กับนางศิรินทร์รัตน์ จำเลยที่ 2 บัญชีเลขที่ 415 - 0 - 31421 - 7 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 216,690 บาท จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของจ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตาย จากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จังหวัดขอนแก่น ชื่อบัญชีจำเลยทั้งสอง เลขที่บัญชี 415 - 0 - 31421 - 7 ให้แก่ทายาทของจ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตาย คนละหนึ่งในหกส่วน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จ่าสิบเอกอดิศัย ผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2537 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับนางคำดี มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชายศราวุฒิ ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 ผู้ตายจดทะเบียนหย่ากับนางคำดี หลังจากนั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2545 ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 ระหว่างอยู่กินด้วยกันกับจำเลยที่ 2 ผู้ตายกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จำนวน 900,000 บาท ตามสัญญากู้เงินสินเชื่อสวัสดิการทั่วไปแก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำกองทัพภาคที่ 2 และผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) วงเงินเอาประกัน 1,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ผู้ตายยังเปิดบัญชีประเภทออมทรัพย์ เลขที่ 415 - 0 - 07961 - 7 และ 415 - 0 - 25741 - 8 ไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน และเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็มสำหรับบัญชีเงินฝากดังกล่าวบัญชีละ 1 บัตร ตามหนังสือรับรองบัญชีเงินฝากและการใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้ตาย ซึ่งมีความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุสำหรับผู้ถือบัตรเอทีเอ็มดังกล่าวรวม 300,000 บาท ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ตายประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นศาลจังหวัดกาฬสินธุ์มีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาจำเลยทั้งสองขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของผู้ตายจากบริษัททิพยประกันภัย จำกัด โดยโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีชื่อจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เลขที่ 415 - 0 - 31421 - 7 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2555 จำนวน 1,300,145.99 บาท และในวันที่ 30 มิถุนายน 2555 มีการโอนเงิน 612.77 บาท เข้าบัญชีดังกล่าวอีก รวมเป็นเงิน 1,300,758.76 บาท ตามใบรับเงินค่าสินไหมทดแทนและรายการบัญชีท้ายหนังสือนำส่งพยานเอกสารของผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2555 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า เงินประกันชีวิตของผู้ตายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ และโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องขอแบ่งเงินประกันชีวิตดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิตจำนวน 1,300,758.76 บาท นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับตามตารางกรมธรรม์ มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนหรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรงและต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้" ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าวจึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กันเท่ากับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชายศราวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2558 นายชนะภัย โคตรสาขา กับพวก โจทก์ นางสาววลัยภรณ์ โคตรสาขา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชนะภัย โคตรสาขา กับพวก · จำเลย - นางสาววลัยภรณ์ โคตรสาขา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุภัทร์ สุทธิมนัส · ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี · วรงค์พร จิระภาค
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 406/2510ฎีกา 45/2524ฎีกา 3208/2538ฎีกา 943/2513ฎีกา 1368/2510ฎีกา 741/2505ฎีกา 1390/2506ฎีกา 319/2530ฎีกา 1937/2526ฎีกา 58/2531ฎีกา 1882/2518ฎีกา 2080/2548ฎีกา 1249/2493ฎีกา 7890/2568ฎีกา 270/2496ฎีกา 2499/2524ฎีกา 1480/2563ฎีกา 372/2519ฎีกา 3011/2543ฎีกา 189/2540ฎีกา 1028/2564ฎีกา 4302/2528ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5085/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ