⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5593/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การระบุวันเวลาที่เกิดเหตุรับของโจรในฟ้อง แม้จะผิดพลาด แต่หากจำเลยเข้าใจข้อหาและไม่ได้หลงต่อสู้ ถือว่าฟ้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ย่อคำพิพากษา

แม้คำฟ้องโจทก์จะระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ก่อนการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าเกิดเหตุกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร ทั้งในคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวน ก็มีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 จำเลยได้รับของโจรโดยรับฝากรถจักรยานยนต์ที่ถูก ช. ผู้ต้องหาในคดีอื่นลักมา ซึ่งจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วให้การรับสารภาพ พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจดีว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด และวันเวลาที่เกิดเหตุเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องเพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาเท่านั้น มิใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้และให้การรับสารภาพ คำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 92 และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 4 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำความผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าได้เกิดเหตุการณ์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร อีกทั้งข้อเท็จจริงในสำนวนที่ปรากฏตามคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 10.50 นาฬิกา (ที่ถูก เวลาประมาณ 10 นาฬิกา) จำเลยได้รับของโจรคือ รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ยขล กรุงเทพมหานคร 813 แสดงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลากลางวัน มิใช่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2556 (ที่ถูก วันที่ 7 สิงหาคม 2556) เวลากลางวัน ตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง จึงเป็นเพียงการพลั้งเผลอในการเรียงพิมพ์และพิมพ์ฟ้องผิดพลาดเท่านั้น ทั้งจำเลยให้การรับสารภาพ จึงมิได้เป็นเหตุให้จำเลยหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ต้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และคดีนี้คำฟ้องของโจทก์ระบุว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 ก่อนการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาก็ตาม แต่ฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายเหตุการณ์การกระทำความผิดเป็นลำดับก่อนหลังว่าเกิดเหตุการณ์กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ก่อนแล้วต่อมาจึงเกิดเหตุรับของโจร ทั้งในคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาซึ่งขอฝากขังจำเลย มีข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยได้รับของโจรคือรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ยขล กรุงเทพมหานคร 813 รวมราคาประมาณ 20,000 บาท โดยรับฝากรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวที่ถูกลักมาโดยนายชัยเทพหรือกลิ่น ผู้ต้องหาในคดีอื่น ซึ่งจำเลยได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวแล้ว ทั้งจำเลยยังให้การรับสารภาพในคดีนี้อีกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่าจำเลยเข้าใจดีว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2557 ภายหลังที่นายชัยเทพลักรถจักรยานยนต์ของกลางแล้ว การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 เป็นที่เห็นได้ว่าเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาด ซึ่งวันเวลาที่เกิดเหตุเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องกล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาเท่านั้น มิใช่ข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยมิได้หลงต่อสู้โดยให้การรับสารภาพ คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งคดีนี้มิใช่เป็นคดีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบา เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเพื่อให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีก เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกจำเลยก่อนเพิ่มโทษและลดโทษมีกำหนด 4 ปี นั้น หนักเกินไป สมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593/2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเชาวลิตหรือตุ๊ก ม่วงมณี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายเชาวลิตหรือตุ๊ก ม่วงมณี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี สุเทพากุล · โสฬส สุวรรณเนตร์ · กิจชัย จิตธารารักษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายจำนงค์ สุดใจใหม่ · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยศ เอี่ยมทอง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1000/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551ฎีกา 2664/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา