คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399/2560
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การให้การรับสารภาพของจำเลยในคดีอาญา ถือเป็นการแสดงเจตนาว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องถึงการร้องทุกข์ภายในอายุความ
* การผิดสัญญาจ้างว่าความ เป็นความรับผิดทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดอาญาฐานยักยอก
* การพิพากษาให้คืนเงินค่าว่าความแก่ผู้เสียหาย เป็นการบังคับตามกฎหมายแพ่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงความผิดอาญาของจำเลย และศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้หากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ย่อคำพิพากษา
แม้โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความ แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพมิได้ต่อสู้คดี จึงต้องถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว
ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้ว่าความ เงินค่าว่าความจึงเป็นสินจ้างตอบแทนแก่จำเลยที่ตกลงรับจะว่าความให้ การที่จำเลยไม่ยื่นฟ้องคดีให้ผู้เสียหายเป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาจ้างว่าความซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง จึงไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานยักยอกตามฟ้อง
จำเลยได้รับเงินค่าว่าความจากผู้เสียหายแล้วไม่ฟ้องคดีให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยจึงต้องคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ซึ่งการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 แม้โจทก์มิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนเงิน จำนวน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์แล้ว และโจทก์ไม่จำต้องบรรยายในฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความ แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพมิได้ต่อสู้คดี จึงต้องถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องนั้น เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฟ้องโจทก์เป็นความผิดอาญาฐานยักยอกหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11, 23 มกราคม 2548 และวันที่ 6 มิถุนายน 2548 จำเลยซึ่งประกอบอาชีพทนายความได้รับเงินค่าว่าความในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดพังงา เรื่อง แบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จำนวน 5,000 บาท 5,000 บาท และ 25,000 บาท ตามลำดับไปจากนางสาวศิริวรรณ ผู้เสียหาย ไว้ในความครอบครองของจำเลยแล้ว แต่จำเลยได้เบียดบังยักยอกเอาเงินทั้งสามจำนวนดังกล่าวไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ไม่ได้ดำเนินการยื่นฟ้องคดีให้แก่ผู้เสียหายตามหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องได้ความว่า ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยให้ว่าความ เงินค่าว่าความจึงเป็นสินจ้างตอบแทนแก่จำเลยที่ตกลงรับจะว่าความให้ การที่จำเลยไม่ยื่นฟ้องคดีให้ผู้เสียหายเป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาจ้างว่าความซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง จึงไม่เป็นความผิดทางอาญาฐานยักยอกตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล นอกจากนี้โจทก์มีคำขอในส่วนแพ่งให้จำเลยคืนเงิน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ตามฟ้องแล้วว่า จำเลยได้รับเงินค่าว่าความจากผู้เสียหายแล้วไม่ฟ้องคดีให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยจึงต้องคืนเงิน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ซึ่งการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ต้องเป็นไปตามบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้มีคำวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้โจทก์มิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงิน 35,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399/2560
พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์
นายสักพุฒหรือกิตติเทพ ทองรักขาว จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต · จำเลย - นายสักพุฒหรือกิตติเทพ ทองรักขาว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปกรณ์ สุวรรณพรหมา · นพพร โพธิรังสิยากร · ปกรณ์ วงศาโรจน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายพฤฒิพงษ์ เลิศชัยมงคล · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายจงศักดิ์ ผดุงทรัพย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.702/2560 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา