⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7624/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7624/2562

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำลายบัตรออกเสียงโดยไม่มีอำนาจ ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย แม้บัตรออกเสียงนั้นจะยังไม่ได้ทำเครื่องหมายกากบาทแล้วก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับการออกเสียงโดยไม่มีอำนาจกระทำได้ หรือจงใจกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้บัตรออกเสียงชำรุดหรือเสียหาย หรือกระทำการด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเพียงแค่ทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับการออกเสียงก็เป็นความผิดแล้ว ไม่ว่าบัตรออกเสียงนั้นจะทำเครื่องหมายกากบาทแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรออกเสียงถือว่าเป็นการทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับการออกเสียง จึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิออกเสียง รับบัตรออกเสียงจากเจ้าหน้าที่แล้วไม่ทำเครื่องหมายกากบาทในช่องที่กำหนดภายในคูหาลงคะแนนออกเสียง แต่กลับไปยืนหน้าหีบบัตรออกเสียงพร้อมทั้งชูบัตรออกเสียงขึ้นเหนือศีรษะพร้อมพูดว่า "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" พร้อมฉีกบัตรออกเสียง โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวจนเจ้าพนักงานตำรวจต้องเข้าระงับเหตุ ห้ามปรามและนำตัวออกไป ถือได้ว่าเป็นการก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียง จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 60 (9) ขณะเกิดเหตุรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ใช้บังคับ ตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข... ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 27 บัญญัติว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง...ย่อมได้รับความคุ้มครอง... และมาตรา 28 บัญญัติว่า บุคคลย่อม...ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจำเลยทั้งสามย่อมมีสิทธิเสรีภาพตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ต้องใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ขัดต่อกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรออกเสียง และจำเลยทั้งสามก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามจะอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.188 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ม.4 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม.27 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม.28

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 188, 358 พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59, 60 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับออกเสียงประชามติ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 (เดิม) พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน และปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง, 60 (9) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานก่อความวุ่นวาย อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 60 (9) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 เดือน ปรับคนละ 6,000 บาท ทางพิจารณาของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 4 เดือน ปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้เป็นวันออกเสียงประชามติในประเด็นว่า ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช... ทั้งฉบับ และให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบประเด็นเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี" ในเวลาเกิดเหตุระหว่างเปิดการลงคะแนนออกเสียงประชามติ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัดได้เข้าไปออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่ 3 สำนักงานเขตบางนา กรุงเทพมหานคร เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับบัตรออกเสียงประชามติจากกรรมการประจำหน่วยออกเสียง จำเลยที่ 1 ไม่เข้าไปทำเครื่องหมายกากบาทในคูหาลงคะแนนออกเสียงแต่เดินไปที่หน้าหีบบัตรออกเสียงแล้วฉีกบัตรออกเสียงประชามติจนขาด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพเคลื่อนไหวในขณะที่จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรออกเสียงประชามติ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรออกเสียงประชามติเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับการออกเสียงโดยไม่มีอำนาจกระทำได้ หรือจงใจกระทำการด้วยประการใด ๆ ให้บัตรออกเสียงชำรุดหรือเสียหาย หรือกระทำการด้วยประการใด ๆ แก่บัตรเสียให้เป็นบัตรที่ใช้ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเพียงแค่ทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับออกเสียงก็เป็นความผิดแล้ว ไม่ว่าบัตรออกเสียงนั้นจะทำเครื่องหมายกากบาทแล้วหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรออกเสียงถือว่าเป็นการทำลายบัตรที่มีไว้สำหรับออกเสียง จึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาข้อกฎหมายไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานก่อความวุ่นวายตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 60 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งหมดเบิกความสอดคล้องตรงกันว่าขณะจำเลยที่ 1 ฉีกบัตรออกเสียงพร้อมพูดว่า "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ถ่ายวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ ได้ความจากพันตำรวจตรีอภิโชค สารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางนาเบิกความว่า ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มีการตรวจสอบเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสามเพราะมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรออกเสียงที่หน่วยออกเสียงที่ 3 ถูกเผยแพร่ไปในเฟซบุ๊ก จากการตรวจสอบเฟซบุ๊กจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวเช่นเดียวกัน พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรู้เห็นในการกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ด้วย ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบต่อสู้ว่าไม่รู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 1 นั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสามดังกล่าว กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิออกเสียง รับบัตรออกเสียงจากเจ้าหน้าที่แล้วไม่ทำเครื่องหมายกากบาทในช่องที่กำหนดภายในคูหาลงคะแนนออกเสียง แต่กลับไปยืนหน้าหีบบัตรออกเสียงพร้อมทั้งชูบัตรออกเสียงขึ้นเหนือศีรษะพร้อมพูดว่า "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" พร้อมฉีกบัตรออกเสียง โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกวิดีโอเหตุการณ์ดังกล่าวจนเจ้าพนักงานตำรวจต้องเข้าระงับเหตุ ห้ามปรามและนำตัวออกไป ถือได้ว่าเป็นการก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียง จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 60 (9) ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตภายใต้ระบอบประชาธิปไตยและได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ใช้บังคับ ตามรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข... ย่อมได้การคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 27 บัญญัติว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง... ย่อมได้รับความคุ้มครอง... และมาตรา 28 บัญญัติว่า บุคคลย่อม... ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจำเลยทั้งสามย่อมมีสิทธิเสรีภาพตามบทบัญญัติดังกล่าว แต่ต้องใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ขัดต่อกฎหมาย การที่จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรออกเสียงและจำเลยทั้งสามก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายดังวินิจฉัยมาแล้ว จำเลยทั้งสามจะอ้างว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญหาได้ไม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เห็นสมควรลงโทษจำเลยทั้งสามให้เบาลงหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการกระทำต่อหน้าสาธารณชน ทั้งยังนำไปเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ จำเลยทั้งสามกระทำโดยมีเจตนาเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้เห็นและได้ทราบการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสามเพื่อโน้มน้าวหรือจูงใจให้ผู้ที่ได้เห็นการกระทำดังกล่าวเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอันจะก่อให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ ก่อให้เกิดความไม่สงบในสังคม ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ยังให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสามด้วยการรอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำเลยทั้งสามเบาลงอีก หรือรอการกำหนดโทษให้จำเลยทั้งสาม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7624/2562 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ป. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย ป. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิพันธ์ ช่วยสกุล · ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง · สรศักดิ์ จันเกษม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระโขนง - นายสุริยะ รุ่งรัตนวณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจักรี พงษธา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.343/2562

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 3146/2541ฎีกา 959/2531ฎีกา 1837/2531ฎีกา 3637/2559ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 7570/2541ฎีกา 845/2543ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1270/2506ฎีกา 1875/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา