⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 875/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดจากความเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิกระทำได้ แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยเจตนาอันจะเป็นความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

การเข้าไปไถนาในที่ดินซึ่งตนเชื่อโดยสุจริตใจว่าตนมีสิทธิโดยชอบที่จะเอาไปทำได้ แม้จะทำให้คันนาของบุคคลอื่นเสียหาย ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีเจตนากระทำผิดอันจะเป็นความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๐๘ จำเลยที่ ๑ บังอาจนำรถแท็กเตอร์เข้าไถทับที่ดินที่โจทก์ไถดะไว้แล้ว โดยจำเลยที่ ๒ ร่วมมือยุยงหรือใช้ให้จำเลยที่ ๑ กระทำเป็นเหตุให้คันนาของโจทก์ถูกทำลาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘, ๘๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งคดีมีมูล จำเลยทั้งสองให้การว่า ไม่ได้ร่วมกันกระทำผิด ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ เข้าไถทำลายคันนาของโจทก์เสียหาย แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันกระทำผิดตามทางพิจารณาจะแตกต่างกับฟ้อง ก็เป็นข้อที่จำเลยมิได้หลงต่อสู้ พิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ความว่าได้ยุยงส่งเสริมจำเลยที่ ๑ ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายที่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องจำเลยไม่ได้พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ด้วย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินพิพาทตรงที่จำเลยที่ ๑ เข้าไถจนเป็นเหตุให้คันนาซึ่งโจทก์ว่าเป็นของโจทก์เสียหายนั้น ทางราขการได้นำมาจัดสรรให้ราษฎรทำกิน จำเลยที่ ๑ เป็นผู้จับสลากได้ที่ดินนั้น และคณะกรรมการจัดสรรมอบให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงเข้าไปไถย่อมเห็นได้ว่าการที่จำเลยที่ ๑ เข้าไปไถในที่ดินนั้น ก็โดยที่เชื่อว่าตนมีสิทธิโดยชอบที่จะเข้าไปทำได้ เพราะคณะกรรมการจัดสรรได้มอบให้ตนแล้ว ทั้งนายประเสริฐสามีของโจทก์ที่อ้างว่ามีสิทธิในที่ดินก็ถูกฟ้องร้อง ศาลพิพากษาลงโทษและบังคับให้ออกจากที่ดินแล้วย่อมเป็นเหตุให้จำเลยที่ ๑ เชื่อโดยสุจริตใจว่า ตนมีสิทธิที่จะเข้าไปทำได้ การกระทำของจำเลยที่ ๑ ยังถือไม่ได้ว่าได้มีเจตนากระทำผิด อันจะเป็นความผิดทางอาญา จึงหาเป็นความผิดตามที่โจทย์ฟ้องไม่ สำหรับจำเลยที่ ๒ โจทก์ก็ไม่มีพยานสืบรู้เห็นว่าได้ร่วมมือส่งเสริมจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด และเมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นความผิดก็ยิ่งไม่มีทางลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์จะเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2510 นางหนู แย้มรอด โจทก์ นายไฉน เจริญอ้น ที่ 1 นายหลุย วิทยากุล ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางหนู แย้มรอด · จำเลย - นายไฉน เจริญอ้น ที่ 1 นายหลุย วิทยากุล ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เนิ่น กฤษณะเศรนี · สัญญา ธรรมศักดิ์ · วิเชียร เศวตรุนทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นายสัมฤทธิ ทิพยโกศัย · ศาลอุทธรณ์ - นายเสถียร ลิมปิษเฐียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 845/2543ฎีกา 705/2507ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3119/2558ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 15335-15336/2555ฎีกา 8534/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา