⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 167/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 167/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ผู้ถูกกระทำได้กลับคืนสู่การดูแลของผู้ปกครองแล้ว ไม่ถือเป็นการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อีกต่อไป

ย่อคำพิพากษา

จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านของจำเลยเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 19 นาฬิกา แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แม้เวลา 24 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปค้างคืนที่บ้านของ น. แต่ก็กลับมาที่บ้านของจำเลยอีกในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 6 นาฬิกา แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก อันเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจารเช่นเดิม จนเวลา 13 นาฬิกา จำเลยจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้านของ ส. โดยตั้งแต่จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 มาจนพากลับไปส่งดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ได้กลับบ้านไปหาผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยชักชวนผู้เสียหายที่ 1 กลับมาที่บ้านของจำเลยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 จึงไม่เป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากการดูแลของผู้เสียหายที่ 2 อีกเป็นครั้งที่สอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน และปรับกระทงละ 53,333.33 บาท ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 26,666.66 บาท รวม 2 กระทง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 33,333.33 บาท รวมจำคุก 3 ปี 16 เดือน และปรับ 86,666.65 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2547 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่บ้านของนางสาว อ. เพื่อนของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยมารับผู้เสียหายที่ 1 และพาไปบ้านของจำเลย แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ให้นาย น. มารับที่บ้านของจำเลยแล้วพากันไปที่บ้านของนาย น. จนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 กลับมาหาจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ให้นาย น. มาส่งที่บ้านของจำเลย แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จึงพาผู้เสียหายที่ 1 มาส่งที่บ้านของนางสาว ส. เพื่อนของผู้เสียหายที่ 1 อีกคนหนึ่ง สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่งตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตั้งแต่จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านของจำเลยเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นั้น แม้เวลาประมาณ 24 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปค้างคืนที่บ้านของนาย น. แต่ก็กลับมาที่บ้านของจำเลยอีกในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก อันเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจารเช่นเดิมจนเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้านของนางสาว ส. โดยตั้งแต่จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 มาจนพากลับไปส่งดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ได้กลับบ้านไปหาผู้เสียหายที่ 2 เลย การกระทำของจำเลยที่ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 กลับมาที่บ้านของจำเลยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 จึงไม่เป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากการดูแลของผู้เสียหายที่ 2 อีกเป็นครั้งที่สอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่งตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 167/2565 พนักงานอัยการจังหวัด โจทก์ นาย ก. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัด · จำเลย - นาย ก.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิริกานต์ มีจุล · วิชัย ช้างหัวหน้า · ประชา งามลำยวง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นางสาวนงลักษณ์ วันฟั่น · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางกริตติกา ทองธรรม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2210/2564

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5079/2537ฎีกา 1400/2538ฎีกา 222/2554ฎีกา 156/2565ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 6207/2541ฎีกา 5557/2555ฎีกา 1880/2546ฎีกา 2557/2531ฎีกา 2879/2540ฎีกา 34/2521ฎีกา 1817/2552ฎีกา 1839/2538ฎีกา 2773/2543ฎีกา 2191/2522ฎีกา 3218/2549ฎีกา 2849-2850/2550ฎีกา 2591/2540ฎีกา 7855/2549ฎีกา 4948/2555ฎีกา 3382/2542ฎีกา 261/2534ฎีกา 582/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา