⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3487/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่แยกเป็นขั้นตอนแต่มีเจตนาเดียวมุ่งหมายเพื่อผลอย่างเดียวกัน ถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ย่อคำพิพากษา

จำเลยลักเอาเช็คของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไปกรอกข้อความ และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ทำให้พนักงานของธนาคารโจทก์ร่วมที่ 3 หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าลายมือชื่อปลอมดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง จ่ายเงินตามเช็คและจำเลยได้เงินตามเช็คไป แม้การกระทำต่าง ๆ จะแยกเป็นขั้นตอนตั้งแต่ลักเอาเช็คมาปลอมข้อความและปลอมลายมือชื่อ ตลอดจนนำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.266 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 266, 268, 334, 335 ระหว่างพิจารณา บริษัท ฟ. ผู้เสียหาย นายวีรวัฒน์ และธนาคาร ท. ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ สำหรับผู้เสียหายและนายวีรวัฒน์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนธนาคาร ท. ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาใช้ตั๋วเงินปลอม โดยเรียกว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ โดยโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 993,555 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 190,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ต่อมาโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำนวน 360,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฉบับลงวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยให้การรับสารภาพคดีส่วนอาญา และให้การคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4), 335 (11) วรรคแรก (เดิม), 335 (11) วรรคแรก (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 47 กระทง ฐานปลอมตั๋วเงินและและใช้ตั๋วเงินปลอม เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอม ให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง กับฐานลักเงินสดที่เป็นทรัพย์ของนายจ้างเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 47 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 282 เดือน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 282 เดือน รวมจำคุก 564 เดือน แต่ความผิดที่จำเลยกระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 126,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นคำร้อง (วันที่ 7 พฤษภาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ร่วมที่ 3 กับจำเลยให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานลักเช็คที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง ฐานปลอมตั๋วเงิน ฐานใช้ตั๋วเงินปลอม และฐานลักเงินสดที่เป็นทรัพย์ของนายจ้าง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท รวม 47 กระทง เป็นจำคุก 47 ปี และปรับ 940,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 282 เดือน และปรับ 470,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง เป็นเวลา 2 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กรณีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยโจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง 47 ครั้ง ซึ่งในการลักเช็คแต่ละครั้งย่อมเป็นเจตนาแยกต่างหากจากกันเป็นครั้ง ๆ ไป สำหรับความผิดฐานปลอมเช็คและใช้เช็คปลอมเป็นการกระทำความผิดคนละขั้นตอนกัน จำเลยปลอมและใช้ตั๋วเงินปลอมและลักเอาเงินสดของนายจ้างไปรวม 47 ครั้ง เป็นความผิด 47 กระทง แยกต่างหากจากความฐานลักทรัพย์นายจ้าง (ลักเช็ค) ศาลชอบที่จะลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันโดยเรียงกระทงลงโทษเป็นกระทงความผิดไป และพฤติการณ์ของจำเลยในการกระทำหลายกรรมต่อเนื่องกัน แม้จะชดใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ไปแล้วก็ตาม การรอการลงโทษอาจไม่ช่วยให้หลาบจำ และกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกในอนาคตจึงไม่สมควรรอการลงโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เป็นประการแรกว่า การที่จำเลยลักเช็คและลักเงินสดของนายจ้างเป็นความผิดแยกต่างหากจากกันและต้องเรียงกระทงลงโทษเป็นแต่ละกระทงความผิด หรือไม่เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำของจำเลยในการลักเอาเช็คธนาคาร ท. ของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไปกรอกข้อความ และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ทำให้พนักงานของโจทก์ร่วมที่ 3 หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าลายมือชื่อปลอมดังกล่าวเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง จึงจ่ายเงินตามเช็คและจำเลยได้เงินตามเช็คไป แม้การกระทำต่าง ๆ จะแยกเป็นขั้นตอนตั้งแต่ลักเอาเช็คมาปลอมข้อความและปลอมลายมือชื่อ ตลอดจนนำเช็คไปขึ้นเงินจากธนาคารก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียวคือมุ่งหมายเพื่อจะให้ได้เงินจากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นหลัก จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันที่ต้องเรียงกระทงลงโทษไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยกระทำการลักเช็ค ปลอมเช็ค และนำเช็คไปเรียกเก็บเงินหลายครั้งก็ตามแต่จำเลยได้สำนึกในการกระทำแล้ว โดยได้บรรเทาผลร้ายด้วยการชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จนเป็นที่พอใจและแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และเมื่อพิเคราะห์ถึงประวัติและรายงานการสืบเสาะแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีความประพฤติในทางเสื่อมเสียมาก่อน ทั้งจำเลยมีครอบครัวและมีบุตรต้องอุปการะเลี้ยงดู ถือได้ว่ามีเหตุอันควรปรานี เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี จึงรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามาในส่วนนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาในเรื่องนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง เนื่องจากมีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 พิพากษายืน แต่สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินที่ต้องชำระแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามที่กระทรวงการคลังตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3487/2565 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ บริษัท ฟ. กับพวก โจทก์ร่วม นาย น. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · โจทก์ร่วม - บริษัท ฟ. กับพวก · จำเลย - นาย น.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราช ตัณฑศรี · สิทธิโชติ อินทรวิเศษ · ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสมพงษ์ พุทธฤทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางอลิศรา มานะจิตต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1128/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1666/2521ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 16889/2555ฎีกา 831/2532ฎีกา 581/2527ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 693/2526ฎีกา 3107/2533ฎีกา 1386/2521ฎีกา 3789/2532ฎีกา 2724/2519ฎีกา 1211/2481ฎีกา 1020/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา