⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4337/2565

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2565

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทายาทโดยธรรมย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารสิทธิ หากการปลอมแปลงนั้นกระทบต่อสิทธิในการรับมรดกของตน.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจําเลยที่ 3 เป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของ จ. จําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของ จ. ขึ้นทั้งฉบับว่า จ. ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่จําเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว นอกจาก จ. ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมพินัยกรรมจะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรมมิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของ จ. ในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจําเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของ จ. อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคําว่า "ผู้เสียหาย" ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.266

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 266, 268, 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 83, 91 ให้ประทับฟ้อง (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 4 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาฉบับวันที่ 21 และ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย และไม่รับฎีกาฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ที่ขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาทั้งหมดนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อเท็จจริงก็ดี หรือมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับวันที่ 15 เมษายน 2563 ก็ดี หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว ก็ชอบที่จะฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกานั้นโดยทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งยื่นต่อศาลฎีกาต่อไปได้ภายในกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 หาใช่ทำเป็นคำร้องโดยอ้างเหตุว่าสามารถพูดคุยกับโจทก์จนเป็นที่เข้าใจกันดี โดยโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วขอให้ศาลฎีการับฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไว้พิจารณาเช่นนี้ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฉบับดังกล่าวเสีย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับนางจำรัส เจ้ามรดกซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2560 ส่วนบิดามารดา สามี และบุตรของนางจำรัสได้ถึงแก่ความตายไปก่อนนางจำรัสแล้ว โจทก์และจำเลยที่ 3 จึงเป็นทายาทโดยธรรมมีสิทธิรับมรดกของนางจำรัส เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัสขึ้นทั้งฉบับ โดยจัดพิมพ์ข้อความในพินัยกรรมว่านางจำรัสยกที่ดินโฉนดเลขที่ 137761 พร้อมบ้านเลขที่ 206 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แต่เพียงผู้เดียว และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จัดให้นางจำรัสซึ่งขณะนั้นมีอาการของโรคสมองเสื่อมไม่สามารถจดจำบุคคลรอบข้าง พูดคุยไม่รู้เรื่อง และไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พิมพ์ลายนิ้วมือในช่องผู้ทำพินัยกรรม พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่านางจำรัสไม่รู้ถึงสาระสำคัญของการกระทำตนเองในการพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนเอกสารดังกล่าว ถือไม่ได้ว่านางจำรัสมีเจตนาทำพินัยกรรม พินัยกรรมที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันจัดทำขึ้นย่อมไม่มีผลบังคับเป็นพินัยกรรมแต่ประการใด นอกจากนางจำรัสซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการทำปลอมขึ้นซึ่งพินัยกรรมฉบับนี้จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมพินัยกรรมอันเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แล้ว โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางจำรัสก็ถือเป็นผู้เสียหายอีกคนหนึ่งด้วย เพราะหากพินัยกรรมปลอมฉบับนี้ถูกยกขึ้นกล่าวอ้างว่าเป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ใช้บังคับได้ โจทก์ซึ่งเป็นแต่เพียงทายาทโดยธรรม มิใช่ทายาทตามพินัยกรรม ย่อมไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนางจำรัสในส่วนที่เป็นที่ดินพร้อมบ้านซึ่งกำหนดไว้ในพินัยกรรมตามสิทธิที่ควรจะได้ในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรม ถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กระทบต่อส่วนได้เสียของโจทก์ในการรับมรดกของนางจำรัสอันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องด้วยบทนิยามคำว่า "ผู้เสียหาย" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) แล้ว สิทธิในความเป็นผู้เสียหายของโจทก์จึงแยกต่างหากจากนางจำรัส และไม่ใช่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของนางจำรัสแต่ลำพังเพียงผู้เดียวดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อ้างในฎีกา กรณีจึงไม่จำเป็นที่นางจำรัสจะต้องยื่นฟ้องเป็นคดีอาญาเสียก่อนแล้วต่อมา ถึงแก่ความตาย โจทก์จึงค่อยเข้ามาดำเนินคดีต่างผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 29 ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจในฎีกา การใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์เป็นผู้ที่ต้องได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปลอมพินัยกรรมของนางจำรัส อันเป็นการใช้สิทธิโดยลำพังของโจทก์เองในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม การกระทำความผิดดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างบรรดาญาติและทายาทของนางจำรัสซึ่งเป็นบุคคลภายในครอบครัวเดียวกัน โดยได้ความว่าปัจจุบันโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างได้พูดจาปรับความเข้าใจกันดีจนกระทั่งโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อีกต่อไป และทำบันทึกข้อตกลงระงับข้อพิพาทปรากฏตามเอกสารแนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีการับฎีกาฉบับลงวันที่ 15 มกราคม 2564 ประกอบกับในระหว่างที่นางจำรัสยังมีชีวิตอยู่และมีอาการป่วยเจ็บด้วยโรคสมองเสื่อม จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มีส่วนในการช่วยเหลือดูแลนางจำรัสมาด้วยดี มิได้ทอดทิ้ง พฤติการณ์กระทำความผิดพอถือได้ว่าไม่ร้ายแรงมากนัก ทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างอยู่ในวัยชราแล้ว เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้ง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปเสียทีเดียวมีกำหนดถึง 4 ปี โดยไม่รอการลงโทษและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียใหม่และรอการลงโทษไว้เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี แต่สมควรลงโทษปรับด้วยเพื่อให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข็ดหลาบ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4337/2565 นาง พ. โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง พ. · จำเลย - นาย ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์ · เศกสิทธิ์ สุขใจ · ประสาร กีรานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นางสาวกุณฑิกา ช่วยพนัง · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวิรุฬห์ แย้มละม้าย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.952/2565

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 3911/2568ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 4547/2530ฎีกา 1813/2531ฎีกา 15230/2555ฎีกา 3112/2539ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 7254/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา