คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2565
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันที่เกิดจากเจตนาเดียวกัน ย่อมถือเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว.
ย่อคำพิพากษา
แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจาร หรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี รวมทั้งการร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ที่กระทำแก่ผู้เสียหายแต่ละคนในแต่ละครั้งอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ แต่การที่ผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศคนละ 4 ครั้ง เกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ที่ร่วมกันกระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การขายบริการทางเพศที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวแต่ละฐานอีก จึงไม่อาจลงโทษในการกระทำที่กระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองแยกเป็นคนละ 4 กระทงได้ ปัญหานี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยซึ่งมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.282 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.26 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ม.78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.6 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.10 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ม.52 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาของศาลชั้นต้นหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายพรชัย จำเลย และหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวนางหรือเก๋ หรือ Miss Somvang จำเลย โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 ว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 ว่า จำเลยที่ 4 แต่คดีหมายเลขแดงที่ คม.75/2561 สำหรับจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีหมายเลขแดงที่ คม.77/2561 สำหรับจำเลยที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสำนวนนี้
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 83, 91, 282 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 9, 10, 35, 52 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26, 78 ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 335,440 บาท และ 382,740 บาท ตามลำดับ บวกโทษจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษเข้ากับโทษในคดีนี้กับขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย ริบรถจักรยานยนต์และถุงยางอนามัยของกลาง
จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 แก้คำให้การเป็นรับสารภาพข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และข้อหาร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ส่วนข้อหาอื่นคงให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและขอเพิ่มโทษ
จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ
จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างสอบสวนแล้วหลบหนีไป ศาลชั้นต้นออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยที่ 3 ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. 2559 มาตรา 33 (3)
จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง) วรรคสอง และวรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2), 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 10 วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสองและวรรคสาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (2) (ที่ถูก 26 (3)), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 36 ปี ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 12 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุกคนละ 48 ปี รวมจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 87 ปี เฉพาะจำเลยที่ 1 เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 116 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณีแม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม และฐานร่วมกันเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ส่วนจำเลยที่ 4 คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 77 ปี 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 58 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6298/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี 6 เดือน ริบรถจักรยานยนต์ 1 คัน และถุงยางอนามัย 2 ชิ้น ของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 335,440 บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 382,740 บาท
จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษายืน
จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง พันตำรวจโทนรามินธร์ สืบทราบว่ามีหญิงอายุต่ำกว่าสิบแปดปีหลายคนมีพฤติการณ์ขายบริการทางเพศที่ร้านคาราโอเกะ จึงวางแผนล่อซื้อ โดยนำธนบัตรฉบับละ 500 บาท 100 บาท 50 บาท และ 20 บาท จำนวนหลายฉบับ เป็นเงิน 3,000 บาท ไปลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ แล้วมอบให้ร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์ และดาบตำรวจณัฐวัฒน์ ไปล่อซื้อ ต่อมาดาบตำรวจณัฐวัฒน์เดินทางไปที่ร้านคาราโอเกะดังกล่าวและล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งมีอายุ 13 ปีเศษ โดยมอบธนบัตรที่เตรียมไว้ให้จำเลยที่ 1 รับไป แล้วพาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่โรงแรม ก. สักพักร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์กับพวกเดินทางโดยรถยนต์ไปที่ร้านคาราโอเกะดังกล่าวและล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีอายุ 16 ปีเศษ โดยมอบธนบัตรที่เตรียมไว้ให้จำเลยที่ 1 รับไป จากนั้นร้อยตำรวจเอกชาติวรรธน์กับพวกเดินทางไปรอที่โรงแรม ล. จำเลยที่ 1 มอบเงินที่ได้จากการขายบริการทางเพศให้แก่นางสาวโบ สักพักจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ของกลางพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่โรงแรมดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และติดตามตรวจยึดธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อทั้งหมดกลับคืนมาได้ ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจขยายผลและติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายทั้งสองค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุก่อนเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อบริการมาคนละ 3 ครั้ง แล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเงิน 335,440 บาท และแก่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นเงิน 382,740 บาท
คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน ไม่มีเหตุจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 โดยไม่เป็นความจริง ทั้งผู้เสียหายทั้งสองก็เป็นเด็กซึ่งอยู่ในวัยที่ไม่มีจริตเสแสร้งแกล้งแต่งเรื่องขึ้นเอง และยังเบิกความสอดรับกันในสาระสำคัญเป็นลำดับตั้งแต่ถูกชักชวนให้มาขายบริการทางเพศที่ประเทศไทยจนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อและจับกุมจำเลยทั้งสี่ได้ เชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองเบิกความตามความจริง แม้จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนร่วมในการชักชวนผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานขายบริการทางเพศ และขณะเจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อบริการทางเพศจากผู้เสียหายทั้งสอง จำเลยที่ 2 ไม่ได้อยู่ที่ร้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 เดินทางไปรับตัวผู้เสียหายทั้งสองที่จังหวัดนครราชสีมาด้วยตนเอง และยังให้ผู้เสียหายทั้งสองนอนค้างคืนที่บ้านของจำเลยที่ 2 จากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 1 สลับกันขับรถกระบะพาผู้เสียหายทั้งสองมาที่ร้านที่เกิดเหตุ ก่อนผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศจำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้หนึ่งที่บอกผู้เสียหายทั้งสองว่ามีหน้าที่แต่งตัวมานั่งที่หน้าร้าน และจะให้ส่วนแบ่งจากการขายบริการทางเพศแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละครึ่ง ซึ่งเป็นการบอกขั้นตอนของการขายบริการทางเพศแก่ผู้เสียหายทั้งสอง ชั้นสอบสวนร้อยตำรวจเอกณัฏฐพร พนักงานสอบสวนได้สอบสวนขยายผลโดยได้สัญญาเช่าบ้าน ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุมาเป็นหลักฐาน ปรากฏว่าสัญญาเช่ามีจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่า และจำเลยที่ 2 เป็นพยาน ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้เช่าร้านที่เกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นพยาน แต่จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นจับกุมว่าจำเลยที่ 1 รับจ้างจากนางเล็กและนายหน่องหรืออ้วนในการรับเงินค่าบริการทางเพศและส่งหญิงบริการให้แก่ลูกค้า และจำเลยที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 3 เป็นคนรักของนายหน่องหรือนายอนุชิตซึ่งเป็นชื่อเล่นและชื่อจริงของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถของจำเลยที่ 2 และเป็นผู้ดูแลร้านที่เกิดเหตุ นางสาวเก๋ซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 4 ชักชวนผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานที่ร้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยจำเลยที่ 4 ขอจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับตัวผู้เสียหายทั้งสองมาทำงานขายบริการทางเพศที่ร้านที่เกิดเหตุ ดังนี้ แม้คำให้การดังกล่าวเป็นพยานซัดทอดและจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงชื่อในบันทึกการจับกุม แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 2 และไม่มีเรื่องโกรธเคืองกัน ไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะแกล้งให้การปรักปรำจำเลยที่ 2 เจ้าพนักงานตำรวจก็จัดทำบันทึกคำให้การดังกล่าวโดยปฏิบัติไปตามหน้าที่ กรณีมีเหตุผลอันหนักแน่นจึงรับฟังคำให้การดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเคยเดินทางไปที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวพร้อมกัน คือ วันที่ 8 สิงหาคม 2560 เวลา 13.09 นาฬิกา และเวลา 13.10 นาฬิกา และกลับพร้อมกันในวันที่ 8 สิงหาคม 2560 เวลา 19 นาฬิกา เลขกำกับที่ 12/11 และ 12/9 พฤติการณ์ตามคำให้การดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นสอดรับกัน บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 และมีส่วนในการเช่าร้านที่เกิดเหตุ คำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวนในส่วนที่ว่าจำเลยที่ 4 ขอจำเลยที่ 2 ให้รับผู้เสียหายทั้งสองมาขายบริการทางเพศที่ร้านที่เกิดเหตุก็สอดรับกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสอง บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมในการจัดหาผู้เสียหายทั้งสองมาขายบริการทางเพศและได้รับส่วนแบ่งจากเงินค่าขายบริการทางเพศ ส่วนที่ดาบตำรวจประยูร พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ส่งมอบเงินที่ใช้ล่อซื้อบริการทางเพศแก่นางสาวโบ ไม่ได้ส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมได้ความว่าขณะนั้นจำเลยที่ 2 ไม่อยู่ จึงมอบเงินให้แก่นางสาวโบเก็บไว้ ข้อนี้จึงหาเป็นพิรุธไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 ไม่มีน้ำหนักหักล้าง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้เสียหายทั้งสองเป็นชาวลาว แต่ในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาพนักงานสอบสวนและโจทก์ไม่ได้จัดหาล่ามให้แก่ผู้เสียหายทั้งสอง คำให้การและคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสองเข้าใจภาษาไทยโดยสามารถฟังและพูดภาษาไทยได้ ไม่จำเป็นต้องจัดหาล่ามให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองอีก คำให้การและคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสองจึงรับฟังได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับพวกตั้งแต่สามคนขึ้นไปสมคบกันจัดหาผู้เสียหายทั้งสองมาค้าประเวณีที่ร้านที่เกิดเหตุและได้รับส่วนแบ่งจากการค้าประเวณีของผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองได้ขายบริการทางเพศแล้วคนละ 4 ครั้ง จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้องโดยแบ่งหน้าที่กัน อย่างไรก็ตาม แม้การร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป พาไปหรือชักพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีรวมทั้งการร่วมกันชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ที่กระทำแก่ผู้เสียหายแต่ละคนในแต่ละครั้งอาจเป็นความผิดหลายกระทงได้ แต่การที่ผู้เสียหายทั้งสองขายบริการทางเพศคนละ 4 ครั้ง ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 1.2 ถึงข้อ 1.9 เกิดจากเจตนาร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวของจำเลยทั้งสี่ที่ร่วมกันกระทำแก่ผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่แรกเพียงเจตนาเดียว การขายบริการทางเพศที่เนื่องมาย่อมไม่เป็นความผิดต่างกรรมไปจากความผิดฐานร่วมกันค้ามนุษย์และฐานอื่นดังกล่าวแต่ละฐานอีก จึงไม่อาจลงโทษในการกระทำที่กระทำแต่ผู้เสียหายทั้งสองแยกเป็นคนละ 4 กระทงได้ และปัญหานี้เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งมิได้อุทธรณ์หรือฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน
พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุเกินสิบห้าปี แต่ไม่ถึงสิบแปดปี จำคุกคนละ 9 ปี กระทงเดียว และฐานร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปทำการค้ามนุษย์แก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 12 ปี กระทงเดียว เมื่อรวมกับโทษฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำคุกคนละ 3 ปี เป็นจำคุกคนละ 24 ปี เฉพาะจำเลยที่ 1 เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 32 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี 4 เดือน และคงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 16 ปี นำโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้รวมเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2565
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นาย อ. กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย อ. กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จักษ์ชัย เยพิทักษ์ · เจษฎาวิทย์ ไทยสยาม · ไชยยศ วรนันท์ศิริ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายปริญญา ปานเพชร · ศาลอุทธรณ์ - นายสิงห์ชัย ฤาชุตานันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | คม.2/2565 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา