⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 261-262/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261-262/2567

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ที่ใช้ จ้าง วาน หรือก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด ย่อมได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด และหากผู้กระทำความผิดได้รับการลดโทษเพราะเป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิด ก็อาจนำเหตุนั้นมาใช้เป็นเหตุลดโทษแก่ผู้ที่ถูกจ้างวานหรือผู้ที่ถูกก่อให้กระทำความผิดได้ตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ย่อคำพิพากษา

แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 2 ใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฆ่าผู้ตาย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 จริงหรือไม่ โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้ความว่าถูกจับกุมหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ถูกจับกุม โดยให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทั้งยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ใช้ก่อเหตุอันเป็นหลักฐานสำคัญผูกมัดตัวจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติของจำเลยที่ 2 ย่อมมีความเห็นใจจำเลยที่ 2 ที่ถูกผู้ตายบังคับขู่เข็ญและทำร้ายจึงตกลงใจกระทำความผิด แม้การที่จำเลยที่ 2 ได้รับการลดโทษให้เบาลงอีกเป็นเหตุเฉพาะตัวไม่ใช่เหตุลักษณะคดี แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดในคดีนี้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้กระทำ หากจำเลยที่ 2 มิได้ใช้ จ้าง วานจำเลยที่ 1 และที่ 3 เหตุคดีนี้จะไม่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิดได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี จึงเห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) เป็นจำคุก 25 ปี ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.52 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และให้เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 84, 91, 288, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นายดุนหล้า บิดานายสถาพร ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่จำเลยทั้งสามกระทำความผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ให้ประหารชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ประหารชีวิต จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 3 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิต ริบของกลาง ยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 2 ใช้ จ้าง วาน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฆ่านายสถาพรผู้ตาย จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันฆ่าผู้ตายโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นลงโทษฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาลงอีก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้โทษให้เฉพาะจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น ได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับข้อที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฆ่าผู้ตายจริง แต่มิได้กระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยยกเหตุผลขึ้นกล่าวอ้างหลายประการในฎีกานั้น ได้ความว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ โจทก์สืบพยานหลักฐานประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จนเป็นที่พอใจของศาลชั้นต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดจริงตามฟ้อง แล้วลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่อุทธรณ์ว่ามิได้กระทำความผิดดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา คงอุทธรณ์ขอให้ลดโทษสำหรับความผิดฐานดังกล่าวลงอีก เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ซ้ำอีกว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คำพิพากษาเช่นว่านี้จึงถึงที่สุด จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้ตระเตรียมการเพื่อฆ่าผู้ตาย ไม่ได้ฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 ในประเด็นนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า มีเหตุสมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้จะได้ความว่าจำเลยที่ 2 ใช้ จ้าง วานให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฆ่าผู้ตาย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 จริงหรือไม่ โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ได้ความว่าถูกจับกุมหลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ถูกจับกุม โดยให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ทั้งยังนำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ใช้ก่อเหตุอันเป็นหลักฐานสำคัญผูกมัดตัวจำเลยที่ 1 ทำให้เจ้าพนักงานตำรวจคลี่คลายคดีได้อย่างรวดเร็ว ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติของจำเลยที่ 2 ย่อมมีความเห็นใจจำเลยที่ 2 ที่ถูกผู้ตายบังคับขู่เข็ญและทำร้ายจึงตกลงใจกระทำความผิด แม้การที่จำเลยที่ 2 ได้รับการลดโทษให้เบาลงอีกเป็นเหตุเฉพาะตัวไม่ใช่เหตุลักษณะคดี แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดในคดีนี้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้กระทำ หากจำเลยที่ 2 มิได้ใช้ จ้าง วานจำเลยที่ 1 และที่ 3 เหตุคดีนี้จะไม่เกิดขึ้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้เกิดการกระทำความผิดได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก 25 ปี จึงเห็นสมควรลดโทษกึ่งหนึ่งให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) เป็นจำคุก 25 ปี ด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 83 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกคนละ 25 ปี เมื่อรวมกับโทษอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 25 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261 - 262/2567 พนักงานอัยการจังหวัดพังงา โจทก์ นาย ด. ผู้ร้อง นาย ส. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพังงา · ผู้ร้อง - นาย ด. · จำเลย - นาย ส. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มาลิน ภู่พงศ์ จุลมนต์ · ปานทอง สุ่มมาตย์ · สิทธิพร บุญยฤทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพังงา · ศาลอุทธรณ์ภาค 8
แหล่งที่มาหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2360-2361/2566

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 295/2530ฎีกา 2105/2531ฎีกา 3299/2547ฎีกา 2246/2520ฎีกา 753/2481ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 180/2554ฎีกา 1666/2520ฎีกา 5409/2533ฎีกา 1786/2554ฎีกา 2707/2527ฎีกา 5598/2540ฎีกา 17058/2555ฎีกา 395/2503ฎีกา 6416/2541ฎีกา 3294/2527ฎีกา 2100/2531ฎีกา 8944/2544ฎีกา 2457/2530ฎีกา 161/2510ฎีกา 1790/2521ฎีกา 1955/2515ฎีกา 2033/2528ฎีกา 5873/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา