⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5222/2567

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2567

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลอาจสืบพยานฝ่ายเดียวได้ แต่จำเลยอุทธรณ์ได้เฉพาะพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาว่าไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น และไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ได้.

ย่อคำพิพากษา

ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง กรณีดังกล่าว จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ แต่เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือมิได้อยู่ในสำนวนความขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นสมควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้น มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความหรือข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อใด อย่างไร หรือศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยการพิจารณาแต่อย่างใด แต่กลับยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้จำเลยนำพยานหลักฐานที่อ้างหรือนำมาแสดงเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปาก ห. ประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับให้สิทธิจำเลยนำพยานเข้าสืบโดยจำเลยไม่มีสิทธินั้น จึงไม่ชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 199 วรรคสอง และมาตรา 240 (2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.199 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.238 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 906,809.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 866,227 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 906,809.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 866,227 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จำเลยยังไม่ได้รับสัญชาติไทยได้นำรายการทะเบียนบ้านของนายจำเนียร เลขบัตรประจำตัวประชาชน 3 - 2204 - 0027 x - xx x บุตรของนางยุพิน และนายสมบัติ ซึ่งเป็นบุคคลอื่นมาใช้เป็นหลักฐานการสมัครและได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว โดยได้รับเงินค่าตอบแทนจากโจทก์ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2555 เป็นเงิน 2,322 บาท ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2555 จำเลยได้รับเลือกเป็นกำนันตำบลเทอดไท อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อีกตำแหน่งหนึ่ง ได้รับค่าตอบแทนจากโจทก์ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 2 กันยายน 2562 เป็นเงิน 863,905 บาท รวมค่าตอบแทนที่ได้รับจากโจทก์เป็นเงิน 866,227 บาท ตามหนังสือสำคัญแสดงการเป็นผู้ใหญ่บ้านและหนังสือสำคัญแสดงการเป็นกำนัน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 จำเลยถูกนายทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวง จำหน่ายชื่อและรายการทางทะเบียนราษฎรเพราะเชื่อได้ว่าการมีชื่อและลงรายการทางทะเบียนราษฎรการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อและรายการของจำเลยดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ หรือโดยอำพรางหรือมีข้อความผิดไปจากความเป็นจริง ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ประกอบระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 เป็นเหตุให้จำเลยขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของการที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านตามมาตรา 12 (1) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตั้งแต่ต้น จำเลยต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน ตามมาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 ตามหนังสือที่ว่าการอำเภอแม่ฟ้าหลวง และนายอำเภอแม่ฟ้าหลวงได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านและมีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 พร้อมให้คืนเงินค่าตอบแทนในตำแหน่งที่ได้รับระหว่างการดำรงตำแหน่งเป็นเงิน 866,227 บาท ตามคำสั่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์มีหนังสือให้จำเลยคืนเงินค่าตอบแทนจำนวน 866,227 บาท ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 6 มีนาคม 2563 จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระตามหนังสือกรมการปกครองและไปรษณีย์ตอบรับ มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เสียก่อนว่า อุทธรณ์ที่จำเลยยกขึ้นอ้างเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดี ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง กรณีดัวกล่าว จำเลยย่อมอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เฉพาะในพยานหลักฐานตามที่โจทก์นำสืบมาว่า ศาลไม่ควรเชื่อหรือรับฟังไม่ได้เท่านั้น จำเลยไม่อาจที่จะไปกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้นำสืบหรือมิได้อยู่ในสำนวนความขึ้นมาอ้างอิงเพื่อหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยถูกนายทะเบียนอำเภอแม่ฟ้าหลวงจำหน่ายชื่อและรายการทางทะเบียนราษฎรเพราะเชื่อได้ว่าการมีชื่อและลงรายการทางทะเบียนราษฎร การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อและรายการของจำเลยดำเนินการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ระเบียบ หรือโดยอำพราง หรือมีข้อความผิดไปจากความเป็นจริง ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ 2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ประกอบระเบียบสำนักทะเบียนกลางว่าด้วยการจัดทำทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2535 เป็นเหตุให้จำเลยขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของการที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตามมาตรา 12 (1) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตั้งแต่ต้น แต่จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักในการรับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความและข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือข้อใด อย่างไร อุทธรณ์ของจำเลยกลับกล่าวอ้างข้อเท็จจริงประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ขึ้นมาใหม่ว่า แม้ขณะจำเลยลงสมัครและได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนัน จำเลยได้ยื่นเอกสารไม่ตรงกับความเป็นจริงต่อทางราชการ แต่ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาจำเลยดำเนินการยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) เลขที่ 9 หมู่ที่ 1 ตำบลเทอดไท อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยจากการตรวจสอบเอกสารและสอบปากคำพยานบุคคล ปรากฏว่าจำเลยเกิดในราชอาณาจักรไทย จำเลยเป็นบุตรของบิดามารดาซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด จำเลยจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) จำเลยจึงมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงอื่นในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างเอกสารท้ายอุทธรณ์เพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนายหิรัญกฤษฎิ์ ปลัดอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นพยานสืบประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งเป็นสำเนาบันทึกข้อความของที่ทำการปกครองแม่ฟ้าหลวงนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) บัญญัติว่า ถ้าศาลอุทธรณ์ยังไม่เป็นที่พอใจในการพิจารณาฟ้องอุทธรณ์ คำแก้อุทธรณ์ และพยานหลักฐาน ที่ปรากฏในสำนวน ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 238 และเฉพาะในปัญหาที่อุทธรณ์ ให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดประเด็นทำการสืบพยานที่สืบมาแล้ว หรือพยานที่เห็นสมควรสืบต่อไป และพิจารณาคดีโดยทั่ว ๆ ไป ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้สำหรับการพิจารณาในศาลชั้นต้นและให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาในศาลชั้นต้น มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าวใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ผู้อุทธรณ์ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่คดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าพยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมานั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟังด้วยเหตุผลตามที่พยานโจทก์เบิกความหรือข้อความในเอกสารมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือในข้อใด อย่างไร หรือศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาแต่อย่างใด แต่กลับยกข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอื่นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคลหรือพยานเอกสาร ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์และให้จำเลยนำพยานหลักฐานที่อ้างหรือนำมาแสดงเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ศาลชั้นต้นสืบพยานปากนายหิรัญกฤษฎิ์ ปลัดอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ประกอบเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับให้สิทธิจำเลยนำพยานเข้าสืบโดยจำเลยไม่มีสิทธินั้น จึงไม่ชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง และมาตรา 240 (2) และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำคำเบิกความนายหิรัญกฤษฎิ์และพยานเอกสารท้ายอุทธรณ์ที่สืบเพิ่มเติมดังกล่าวมาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นบุตรของบิดามารดาซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (1) และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 10 ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จำเลยจึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2511 และเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 การที่จำเลยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันมาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2555 และได้รับค่าตอบแทนจากโจทก์ตลอดมาจึงเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของจำเลย จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ที่ว่า พฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้คู่ความฝ่ายใดยกปัญหาใด ๆ ขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นได้นั้นมีได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าจำเลยเป็นบุตรของบิดามารดาซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด จึงได้สัญชาติไทยโดยการเกิด จำเลยจึงมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของการที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันนั้น ปัญหานี้ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของคู่ความเสียก่อนว่าจำเลยเป็นบุตรของบิดามารดาที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ทั้งประเด็นว่าจำเลยต้องรับผิดคืนเงินค่าตอบแทนตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ก็เป็นเรื่องเฉพาะกรณีของคู่ความ มิใช่ปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์โดยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์อีก จึงไม่มีเหตุต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่มีอำนาจอนุญาตให้จำเลยอ้างพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ทำให้คดีไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าตอบแทนผู้ใหญ่บ้านและกำนันที่ได้รับแก่โจทก์มานั้น จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน อนึ่ง เนื่องจากมีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนอันเป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี และอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี โดยมีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จึงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และแก้เป็นว่าสำหรับดอกเบี้ยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ของต้นเงิน 866,227 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2567 กรมการปกครอง โจทก์ นาย ส. จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมการปกครอง · จำเลย - นาย ส.
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นพเรศ พันธุ์นรา · ธารทิพย์ จงจักรพันธ์ · ทินกร ก่อเพียรเจริญ
แหล่งที่มาหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.118/2567

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1068/2534ฎีกา 4244/2539ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1474/2500ฎีกา 1913/2520ฎีกา 6634/2538ฎีกา 9349/2539ฎีกา 5679/2553ฎีกา 4637/2567ฎีกา 4782/2543ฎีกา 1383/2506ฎีกา 1697/2538ฎีกา 2556/2538ฎีกา 3280/2538ฎีกา 1059/2494ฎีกา 778/2538ฎีกา 6541/2544ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1010/2520ฎีกา 894/2540ฎีกา 1055/2510ฎีกา 7040/2543ฎีกา 249/2486ฎีกา 1498/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา