คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป และศาลมีหน้าที่ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเมื่อมีประเด็นเรื่องอายุความ แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีไว้โดยชัดแจ้งแล้วก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
แม้ปัญหาเรื่องอายุความในคดีแพ่งจำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ เพราะไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคตาม พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่มีบทบัญญัติให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคมีลักษณะไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งมาตรา 26 กำหนดให้การยื่นคำให้การสามารถกระทำด้วยวาจาได้หรือถ้ายื่นคำให้การเป็นหนังสือและปรากฏว่ามีความไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลก็อาจมีคำสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องหรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ อีกทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อจำเลยให้การในปัญหาเรื่องอายุความว่า โจทก์ฟ้องเกินกว่าห้าปี ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าบริการสาธารณะที่เกินกว่าห้าปีจึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยจึงเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ คดีจึงมีประเด็นปัญหาต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร นั้น เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้องต่อไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 40,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า หนี้ตามฟ้องมีอายุความห้าปี สิทธิเรียกร้องตามฟ้องในส่วนที่จำเลยค้างชำระก่อนวันที่ 4 เมษายน 2560 จึงขาดอายุความ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องและจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2560 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 8 เดือน 27 วัน รวมเป็นเงิน 9,968 บาท
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 40,320 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 เมษายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยทุกช่วงเวลาต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินโครงการตามฟ้อง จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องโดยซื้อมาจากโจทก์ จำเลยต้องชำระค่าบริการสาธารณะให้แก่โจทก์ แต่จำเลยค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 เป็นเงินปีละ 13,400 บาท รวมเป็นเงิน 40,320 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระค่าบริการสาธารณะดังกล่าวแก่โจทก์
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คดีโจทก์ขาดอายุความตามคำให้การของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบสำเนาโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดิน (แก้ไขครั้งที่ 1) ซึ่งจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงแล้วได้ความว่า โจทก์ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน เป็นผู้จัดสรรที่ดินเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโครงการตามฟ้องแก่บุคคลทั่วไป โดยโจทก์จะเป็นผู้ดูแลกับจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ โจทก์จะจัดเก็บค่าบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินในอัตราตามฟ้องจนกว่าจะจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งโจทก์จะจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และจะคืนเงินที่เหลือแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์ย่อมเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าการงานจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่ได้ทำ สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์จึงมีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ไม่ใช่มีอายุความห้าปีดังที่จำเลยให้การไว้ ส่วนปัญหาว่าจำเลยให้การโดยยกอายุความห้าปีขึ้นต่อสู้ โดยไม่ได้ยกอายุความสองปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) นั้น แม้ปัญหาเรื่องอายุความในคดีแพ่ง จำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ เพราะไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ก็ตาม แต่คดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่มีบทบัญญัติให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคมีลักษณะไม่เคร่งครัดเหมือนคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งมาตรา 26 กำหนดให้การยื่นคำให้การสามารถกระทำด้วยวาจาได้ หรือถ้ายื่นคำให้การเป็นหนังสือและปรากฏว่ามีความไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลก็อาจมีคำสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้องหรือให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ อีกทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การ เมื่อจำเลยให้การในปัญหาเรื่องอายุความว่า โจทก์ฟ้องเกินกว่าห้าปี ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าบริการสาธารณะที่เกินกว่าห้าปี จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยจึงเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความโดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว คดีจึงมีประเด็นปัญหาต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร นั้น เป็นหน้าที่ของศาลในคดีผู้บริโภคที่จะปรับบทตามกฎหมายให้ถูกต้องต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์มีอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่จำเลยค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2558 ถึง 2560 เป็นเงินปีละ 13,400 บาท และโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ในวันที่ 4 เมษายน 2565 จึงขาดอายุความสองปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระค่าบริการสาธารณะตามฟ้อง นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2568
บริษัท ธ. โจทก์
นาย ธ. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัท ธ. · จำเลย - นาย ธ. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์ · ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล · วิทยา พรหมประสิทธิ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายวีระยุทธ บุณยบุตร · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเรืองชัย จันทร์แก้วแร่ |
| แหล่งที่มา | สรรหาฎีกาเด็ด |
| หมายเลขคดีดำ | ผบ.(พ)297/2567 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สรรหาฎีกาเด็ด