คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีได้ตามกฎหมาย และข้อตกลงคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาและฟ้องบังคับคดี ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 224/1
ย่อคำพิพากษา
โจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง และประกาศโจทก์ ซึ่งประกาศโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี หากชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้ากว่า 7 วัน แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3 เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี อัตราดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยโดยชอบ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาและฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดแก่โจทก์แล้ว จึงไม่ถือว่าจำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระเป็นรายงวดอีก ข้อตกลงที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 224/1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม.4 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม.38 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 ม.46 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม.7 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 16,524,537.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 14,902,253.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 372 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และยึดหรืออายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน
ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2564
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ 198,000 บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 มีสาระสำคัญว่า ข้อ 1. จำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริงทุกประการและตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 16,044,399.11 บาท (รวมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นเงิน 1,200,345.88 บาท แล้ว) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 14,902,253.23 บาท นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ข้อ 2. จำเลยตกลงผ่อนชำระเงินตามข้อ 1. แก่โจทก์ เป็นงวดรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุก ๆ เดือนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์... ข้อ 3. หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามข้อ 2. งวดใดงวดหนึ่ง ไม่ว่าในเรื่องจำนวนเงินหรือระยะเวลาการชำระเงิน ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินคงค้างชำระ ณ วันผิดนัดตามสัญญานี้ (แต่ไม่เกินต้นเงิน 14,902,253.23 บาท) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์...
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การคิดดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส2. 9/2563 เรื่อง การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ข้อ 1. ระบุเหตุผลในการออกประกาศ มีใจความสำคัญว่า เพื่อให้ผู้บริการทางการเงินถือปฏิบัติในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และลำดับการตัดชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ที่ค้างชำระมีความแตกต่างกับลูกหนี้ปกติ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินและพึงอยู่ในวิสัยที่ลูกหนี้จะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยข้อ 5.2.1 กำหนดหลักเกณฑ์ว่า การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ให้ใช้กับสินเชื่อที่มีการผ่อนชำระเป็นงวดและสินเชื่อหมุนเวียน สำหรับลูกหนี้รายย่อย และลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และข้อ 6. กำหนดบทเฉพาะกาลว่า ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับรวมถึงสัญญาที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับและยังมีผลผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาระหว่างผู้ให้บริการกับลูกหนี้ด้วย ยกเว้นสินเชื่อที่มีเจ้าหนี้หลายรายให้สินเชื่อร่วมกัน โดยมีเจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งตั้งอยู่ในต่างประเทศและไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย... แต่ข้อเท็จจริงปรากฏตามสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวนมากถึง 16,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราเอ็มแอลอาร์ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ย่อมแสดงว่าในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้อุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียวและไม่ใช่ลูกค้ารายย่อยดังที่กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กรณีนี้จึงไม่อาจนำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับที่จำเลยกล่าวอ้างมาบังคับใช้กับหนี้เงินกู้ตามฟ้องได้ เมื่อโจทก์เป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ซึ่งเป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้ได้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 มาตรา 38 และ 46 ประกอบมาตรา 4 ประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์ ซึ่งอยู่ภายใต้ประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (สินเชื่อ) อัตราเอ็มแอลอาร์ เท่ากับร้อยละ 8.975 ต่อปี กรณีชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสูงสุดคิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 21 ต่อปี เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เห็นได้ว่า ข้อ 1. เป็นกรณีชำระหนี้ล่าช้าเกินกว่า 7 วัน ต้องชำระดอกเบี้ยเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินกู้คงค้างทั้งหมด แต่โจทก์คิดเพียงอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ส่วนข้อ 3. เป็นกรณีที่ถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งสองกรณีจึงไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยได้โดยชอบ นอกจากนี้ โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากู้เงินและฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ที่ค้างอยู่ทั้งหมดแล้ว จึงไม่ถือเป็นกรณีที่จำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เป็นงวดอีกต่อไป ข้อตกลงที่ให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่ค้างชำระทั้งหมดจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1 การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงไม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง คดีนี้จำเลยเป็นผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงในการดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกา 600 บาท และค่ารับรองสำเนาเอกสาร 50 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นสมควรคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลย
พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นฎีกา 600 บาท และค่ารับรองสำเนาเอกสาร 50 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568
บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ อ. โจทก์
นางสาว น. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ อ. · จำเลย - นางสาว น. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วีระพงศ์ สุดาวงศ์ · ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล · สายัณห์ ศรีดวม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ สนามชวด |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | ผบ.(พ)343/2566 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา