คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8622/2568
ฉ้อโกง ป.อาญา ม.341
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยจะได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ ต้องมีการโอนสิทธิบัตรโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย หากจำเลยนำกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปอันเป็นสิทธิบัตรไปใช้โดยไม่มีการโอนสิทธิบัตรที่ถูกต้อง ถือเป็นการละเมิดสิทธิบัตร ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกง
ย่อคำพิพากษา
สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 138 แต่องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 นั้น ผู้หลอกลวงผู้อื่นจะต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้มาตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำเลยทั้งสี่จะได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้ต้องมีการโอนสิทธิบัตรของโจทก์โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่อาจได้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปโดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ
โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาเอง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่หลอกลวงโจทก์อย่างไร แม้โจทก์กล่าวอ้างในทำนองว่า จำเลยที่ 4 นำสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ทำให้ข้าวนุ่มขึ้นก็ไม่สามารถได้ไปซึ่งสิทธิการประดิษฐ์ของโจทก์โดยปราศจากการโอนสิทธิเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 หากจะมีกรณีที่จำเลยที่ 4 นำกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปอันเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ก็เป็นกรณีที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับเรื่องละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ซึ่งยังคงอยู่กับโจทก์
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่น ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 บัญญัติว่า ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 แต่องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น ผู้หลอกลวงผู้อื่นจะต้องได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้มาตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 38 ระบุชื่อโจทก์เป็นผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จำเลยทั้งสี่จะได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ได้ ก็ต้องมีการโอนสิทธิบัตรของโจทก์ โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสี่ไม่อาจได้สิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปโดยไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาได้มีการเจรจาและประชุมร่วมกันกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ได้อธิบายกรรมวิธีการผลิตและขั้นตอนเกือบทั้งหมดของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังเพื่อพิจารณาโดยจำเลยที่ 3 บันทึกภาพและเสียงการสนทนาไว้เพื่อไปนำเสนอจำเลยที่ 1 เพื่อพิจารณาและนัดหมายให้โจทก์พบจำเลยที่ 1 ต่อไป หลังจากนั้น โจทก์ติดต่อไปยังจำเลยที่ 3 เพื่อสอบถามความคืบหน้าหลายครั้ง จำเลยที่ 3 ขอยกเลิก ไม่เจรจากับโจทก์ โจทก์เคยส่งข้าวสำเร็จรูปของบริษัทจำเลยที่ 4 ไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการพบว่าข้าวของจำเลยที่ 4 นุ่มขึ้น นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายนำเสนอสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ให้จำเลยทั้งสี่พิจารณาเอง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่หลอกลวงโจทก์อย่างไร แม้โจทก์กล่าวอ้างในทำนองว่า จำเลยที่ 4 นำสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ทำให้ข้าวนุ่มขึ้นก็ไม่สามารถได้ไปซึ่งสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์โดยปราศจากการโอนสิทธิเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง จึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ถ้าหากจะมีกรณีที่จำเลยที่ 4 นำกรรมวิธีการผลิตข้าวสำเร็จรูปอันเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ไปใช้ก็เป็นกรณีที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 4 เกี่ยวกับเรื่องละเมิดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโจทก์ซึ่งยังคงอยู่กับโจทก์ ทางไต่สวนพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8622/2568
นาย น. โจทก์
นาย ว. กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย น. · จำเลย - นาย ว. กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิชัย เอื้ออังคณากุล · จรรยา จีระเรืองรัตนา · ประทีป เหมือนเตย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดปทุมธานี - นางสาวสุพัตรา ชาญชิตโสภณ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสุรสิทธิ แสงวิโรจนพัฒน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.1575/2568 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา