คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9490/2568
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อกฎหมายใหม่ไม่ได้บัญญัติถึงโทษจำคุกสูงสุดไว้โดยเฉพาะ ให้ใช้บทบัญญัติทั่วไปแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 17 โดยอนุโลม เพื่อกำหนดโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 50 ปี.
ย่อคำพิพากษา
ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ในคดีนี้ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) เมื่อต้องระวางโทษเป็นสามเท่า ทำให้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปี ถึง 60 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท แม้ ป.ยาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้ว่ากรณีระวางโทษจำคุกเป็นสามเท่าศาลจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยได้สูงสุดกี่ปี ซึ่งต่างกับ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 ที่บัญญัติให้กำหนดโทษจำคุกสูงสุดได้ไม่เกิน 50 ปี แต่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นความผิดอาญาอย่างหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปตาม ป.อ. มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือกรณีเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดระยะเวลาย่อมระวางโทษจำคุกหนักขึ้นเป็นสามเท่าได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปี เช่นกัน โดยเทียบเคียงตามนัย ป.อ. มาตรา 51 และมาตรา 91 (3) อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุก 50 ปี ที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง แต่เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบ มาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี แล้วจึงลดโทษ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะกำหนดโทษจำเลยเป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 50 ปี แต่หลังจากลดโทษหนึ่งในสามแล้ว ผลสุดท้ายจำเลยก็ยังรับโทษจำคุกเท่าเดิมคือ 33 ปี 4 เดือน กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.ยาเสพติด ม.145 ป.ยาเสพติด ม.180 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.10 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม.12
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าของโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือโทษประหารชีวิตได้ คงวางโทษเป็นสามเท่าได้เฉพาะโทษปรับเท่านั้น ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเป็นศาลจังหวัด การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีนี้และมีคำสั่งยกคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ของจำเลยโดยผู้พิพากษาเพียงคนเดียวนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) และมาตรา 26 เนื่องจากการพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะออกคำสั่งได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและมีผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้เป็นเรื่องของการขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ เนื่องจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดโดยจำเลยกำลังรับโทษอยู่ แม้คำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่วินิจฉัยข้างต้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ถือว่าสำนวนความตามคำร้องของจำเลยปรากฏแก่ศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียเลยทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอกำหนดโทษใหม่โดยให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาใหม่อีก
ในชั้นนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำร้องของจำเลยว่า มีเหตุต้องกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษใหม่ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะกระทำได้ต่อเมื่อปรากฏว่าโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ โทษตามคำพิพากษาเดิมต้องไม่หนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายใหม่ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง สำหรับคดีนี้ในระหว่างที่จำเลยกำลังรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด ได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาถึงที่สุดต้องด้วยบทความผิดตามมาตรา 90 และบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด แม้การลงโทษหนักเบาตามกฎหมายใหม่ไม่ได้ถือเอาปริมาณของยาเสพติดเป็นเกณฑ์ในการกำหนดโทษดังเช่นกฎหมายเดิม โดยให้ถือเอาพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ แต่ปริมาณของยาเสพติดก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์อื่นในการกำหนดโทษจำเลยได้ ไม่ถือว่าขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคแรก ทั้งไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด สำหรับปัญหาว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วยบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคใดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมี 1,969 เม็ด กับชนิดเกล็ดอีก 1 ถุง รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ทั้งหมด 67.100 กรัม นับว่ามีจำนวนค่อนข้างมาก และฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาถึงที่สุดว่าวันเกิดเหตุจำเลยร่วมกับพวกจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ดังนี้ โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี หากเจ้าพนักงานไม่จับกุมจำเลยเสียก่อน ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายของเมทแอมเฟตามีนไปในกลุ่มผู้เสพและบุคคลทั่วไป ส่งผลกระทบต่อความเสียหายในสังคมส่วนรวม ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ต้องด้วยบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 20 ปี และปรับ ตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท เมื่อข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดได้ความว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นพนักงานหน่วยงานของรัฐ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ก็ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานหน่วยงานของรัฐที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น เมื่อต้องระวางโทษเป็นสามเท่าทำให้มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 ปี ถึง 60 ปี และปรับตั้งแต่ 600,000 บาท ถึง 6,000,000 บาท แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดไม่ได้บัญญัติไว้ว่า กรณีระวางโทษจำคุกเป็นสามเท่า ศาลจะกำหนดโทษจำคุกจำเลยได้สูงสุดกี่ปี ซึ่งต่างกับพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 ที่บัญญัติให้กำหนดโทษจำคุกได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปี แต่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นความผิดอาญาอย่างหนึ่ง จึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 มาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือกรณีเป็นโทษจำคุกที่มีกำหนดระยะเวลาย่อมระวางโทษจำคุกหนักขึ้นเป็นสามเท่าได้สูงสุดไม่เกิน 50 ปีเช่นกัน โดยเทียบเคียงตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 51 และมาตรา 91 (3) อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้คำพิพากษาถึงที่สุดกำหนดโทษจำคุกจำเลยถึงตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุก 50 ปีที่กำหนดตามกฎหมาย ที่บัญญัติในภายหลัง แต่เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี แล้วจึงลดโทษ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ดังนั้น ไม่ว่าจะกำหนดโทษจำเลยเป็นจำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 50 ปี แต่หลังจากลดโทษหนึ่งในสามแล้ว ผลสุดท้ายจำเลยก็ยังคงรับโทษจำคุกเท่าเดิม คือ 33 ปี 4 เดือน กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้ยกคำร้องของจำเลย.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9490/2568
พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม โจทก์
นาย ส. จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม · จำเลย - นาย ส. |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พิชัย เพ็งผ่อง · องอาจ แน่นหนา · วิไลวรรณ ชิดเชื้อ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครพนม - นายธีระยุทธ ผาฮุย · ศาลอุทธรณ์ - นายสาธิต สุทธิสัตยารักษ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อย.1157/2568 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา