⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 139/2569

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การฟ้องเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งแสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งในทำนองชู้สาว เป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง - การฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งโอนให้แก่บุคคลภายนอกไปโดยเสน่หา โดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่ทราบและไม่ยินยอม เป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480

ย่อคำพิพากษา

คดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 144 การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1480 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1523

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง และขอให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 1,431,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย จนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 1 ปีเศษ แต่โจทก์ขอคิดแค่ 1 ปี เป็นดอกเบี้ยจำนวน 71,586 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 1,503,317 บาท และนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่บัญชี 237-210xxx-x ของจำเลยที่ 1 จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 267,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีเงินฝากของ จำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. ทั้งสามบัญชี รวม 1,164,731 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 กับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง กับให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งหมด รวม 1,431,731 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2565) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 71,586 บาท ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายกฤช โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม สำหรับฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ท. เลขที่ 237-210xxx-x ของจำเลยที่ 1 จำนวน 267,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เฉพาะในส่วนดอกเบี้ย ไม่มีคู่ความฝ่ายฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. สาขาถนนประชาอุทิศ เลขที่ 705-2-70xxx-x รวม 416,031 บาท สาขาเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงใหม่ แอร์พอร์ต เลขที่ 022-8-09xxx-x รวม 713,100 บาท และสาขาเม-ญ่า เชียงใหม่ รวม 35,600 บาท ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นหรือไม่นั้น เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยโจทก์มิได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ ทั้งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่า จำเลยที่ 1 มีโจทก์เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และมีบุตรด้วยกัน 1 คน อยู่แล้ว ขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเรียกค่าทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ส่วนการที่โจทก์ในคดีนี้ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา ซึ่งมิใช่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ไปโดยฝ่ายเดียว โดยโจทก์ไม่ทราบเรื่องและโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 โอนเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์ อันเป็นการฟ้องเพื่อใช้สิทธิในฐานะคู่สมรสเพิกถอนนิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตามมาตรา 1480 ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีนี้จึงแตกต่างกับในคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้น แม้ในคดีก่อนโจทก์จะบรรยายในคำฟ้องด้วยว่า ในระหว่างจำเลยทั้งสองคบหากัน จำเลยที่ 1 โอนเงินสินสมรสจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 หลายครั้ง ซึ่งเป็นการโอนเงินจำนวนเดียวกันกับที่โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองและให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินคืนให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ก็ตาม แต่เป็นเพียงการบรรยายให้ศาลในคดีก่อนเห็นถึงความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้ว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ในส่วนที่มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยที่ 1 โอนเงินจากบัญชีธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมข้างต้นไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ยชพ 1250/2565 ของศาลชั้นต้นนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการต่อไปว่า การที่ศาลล่างทั้งสองไม่วินิจฉัยว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษชอบที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 หรือวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเอง การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่ย้อนสำนวนและไม่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และเมื่อคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้น และคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยอีก สำหรับปัญหาว่า โจทก์ให้สัตยาบันแก่นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์บอกล้างนิติกรรมการให้โดยเสน่หาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้วนั้น ลักษณะการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวเป็นไปในทางให้สัญญาสิ้นผล แต่การที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าเป็นการให้สัตยาบันด้วยนั้น ต้องเป็นในลักษณะสัญญายังคงมีอยู่ ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้น การบรรยายฟ้องดังกล่าวของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างได้ เมื่อข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นิติกรรมการให้โดยเสน่หาระหว่างจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเป็นการให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล เพื่อการสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,164,731 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้าย ตามที่ฟ้องโจทก์ขอมา และให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 267,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น เห็นว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้โจทก์มิได้ให้ความยินยอมก็ตาม จนกว่าโจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ดังกล่าว และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้จำเลยที่ 2 ครั้งสุดท้ายในยอดเงินจำนวน 1,164,731 บาท และให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องในยอดเงินจำนวน 267,000 บาท นั้น ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดชำระหนี้ในวันดังกล่าว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้นั้น อันถือว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ปัญหาการเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่เมื่อใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นกล่าวอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ชำระในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,431,731 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 (วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569 นาง ธ. โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ธ. · จำเลย - นาย อ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยุพา วงศ์ทองทิว · อริยะ นาวินธรรม · นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นายนคร มิ่งมงคล · ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำยช.(พ)12/2568

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 1781/2509ฎีกา 4225/2529ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 6868/2541ฎีกา 3190/2530ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2794/2526ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550ฎีกา 75/2481ฎีกา 462/2507ฎีกา 369/2539ฎีกา 1302/2535ฎีกา 5162/2553ฎีกา 1847/2542ฎีกา 2002/2511ฎีกา 5286/2559ฎีกา 24/2542ฎีกา 7268/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา