⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1302/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1302/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 เพียงแค่มีสาระสำคัญให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอ แม้ไม่ได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ไว้ก็ตาม หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิทวงถามได้โดยพลัน แต่จะถือว่าลูกหนี้ผิดนัดในวันฟ้องหากไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทวงถามเมื่อใด

ย่อคำพิพากษา

หลักฐานแห่งการกู้ยืมตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 ต้องมีสาระสำคัญให้เห็นว่า มีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอ ไม่ได้บังคับว่าต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ด้วยหรือหากไม่ระบุลงไว้จะต้องถือว่าไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เมื่อเอกสารพิพาทระบุว่าจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืมเงินจำนวนเงินและวันเดือนปี แม้มิได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ก็ตาม ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินแล้ว และโจทก์มีสิทธินำสืบได้ว่าผู้ให้กู้คือโจทก์ได้ไม่เป็นการสืบเพิ่มเติมเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ข) หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้โจทก์มีสิทธิทวงถามได้โดยพลันตามป.พ.พ. มาตรา 203 แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามเมื่อใดจึงถือว่าจำเลยผิดนัดในวันฟ้อง.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.203 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง ยอมให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือน หลังจากกู้ยืมเงินไปแล้ว จำเลยทั้งสองไม่เคยชำระดอกเบี้ยและเงินต้นแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองก็เพิกเฉย ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,950,936 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,370,000 บาทนับแต่วันฟ้อง จนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 1,370,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปในข้อแรกมีว่า เอกสารหมาย จ.7 เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ฉะนั้น สาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือตามบทกฎหมายดังกล่าวจึงอยู่ที่ว่า มีการแสดงให้เห็นว่า มีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้บังคับถึงกับจะต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ด้วย หรือหากไม่ระบุลงไว้จะต้องถือว่าไม่เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม เมื่อเอกสารหมาย จ.7 มีสาระสำคัญแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินของผู้ให้กู้ซึ่งมิได้ระบุชื่อลงไว้จำนวนเท่าใดเมื่อวันเดือนปีใด ทั้งจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้กู้ยืมครบถ้วนตามสาระสำคัญของบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว เอกสารหมาย จ.7จึงเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืม ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในข้อต่อไปมีว่า การที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์เป็นผู้ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมตามเอกสารหมาย จ.7 นั้น เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)หรือไม่ เห็นว่า แม้หลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 นั้น จะมิได้ระบุว่ากู้ยืมเงินจากผู้ใด โจทก์ก็นำสืบพยานบุคคลอธิบายให้เห็นได้ว่าโจทก์เป็นผู้ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืม เพราะการกู้ยืมเงินตามเอกสารดังกล่าวย่อมจะต้องมีผู้ให้กู้ยืมเมื่อมิได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ยืมลงไว้ให้ปรากฏโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้กู้ยืมย่อมมีสิทธิที่จะนำสืบอธิบายให้ชัดแจ้งว่าผู้ให้กู้ยืมตามเอกสารหมาย จ.7 คือโจทก์ได้ ไม่เป็นการสืบเพิ่มเติมเอกสารตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) แต่อย่างใด ปัยหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตั้งแต่วันฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้เงินกู้ยืมต่อโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า มีการกำหนดเวลาชำระหนี้ต่อกันไว้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ได้โดยพลัน ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธในข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองรับตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว แต่ตามคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองอันจะเป็นเหตุให้ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดวันเวลาใด จึงต้องฟังให้เป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองผิดนัดในวันฟ้องนั้นเองจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224..." พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1302/2535 นาง จวงจิรา สุริยานากุ ล โจทก์ นาย ณ รงค์ ร่ม แก้ว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง จวงจิรา สุริยานากุ ล · จำเลย - นาย ณ รงค์ ร่ม แก้ว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนพ กีรติยุติ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 1561/2520ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 961/2566ฎีกา 6801/2540ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 3649/2525ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 306/2506ฎีกา 6848/2540ฎีกา 1002/2509ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2170/2517ฎีกา 4007/2552ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ