มาตรานี้กำหนดว่า คำพิพากษา คำสั่ง หรือความเห็นแย้ง ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณา และผู้พิพากษาใดที่นั่งพิจารณาถ้าไม่เห็นพ้องด้วย มีอำนาจทำความเห็นแย้ง โดยคำแย้งนี้ให้รวมเข้าสำนวนไว้
📎 ที่มาตัวบท (ทางการ): สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ↗
💬 ถาม AI เกี่ยวกับมาตรา 183 หรือเล่าเหตุการณ์ของคุณพบ 6 คดีที่อ้างถึงมาตรานี้ (พ.ศ. 2498–2539) — แสดงคำพิพากษาที่มีคำวินิจฉัยครบถ้วนที่สุด (ย่อโดย AI ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย)
ฎีกาที่ 5217/2538 🤖 ย่อโดย AIเมื่อจำเลยต่อสู้ว่าไม่มีทางพิพาท ย่อมเป็นการต่อสู้ถึงความกว้างของทางพิพาทด้วย ศาลจึงมีหน้าที่วินิจฉัยว่ามีทางพิพาทหรือไม่และกว้างเท่าใด…ฎีกาที่ 1622/2506 🤖 ย่อโดย AIศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งนัดฟังคำแถลงการณ์ใหม่เพื่อแก้ข้อขัดข้องในการดำเนินกระบวนพิจารณาได้ แม้จะเคยนั่งฟังคำแถลงการณ์ของคู่ความไปแล้วก็ตาม…ฎีกาที่ 49/2509 🤖 ย่อโดย AIศาลไม่จำต้องชี้สองสถานเสมอไป และหากข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลก็ไม่จำเป็นต้องหยิบยกข้อเท็จจริงอื่นขึ้นวินิจฉัยอีก…ฎีกาที่ 1296/2539 🤖 ย่อโดย AIผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาและฟังพยานหลักฐานของคู่ความจนเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีนั้นได้…ฎีกาที่ 99/2504 🤖 ย่อโดย AIคำพิพากษาที่ลงชื่อโดยผู้พิพากษาไม่ครบองค์คณะตามกฎหมายเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย…ฎีกาที่ 1238/2498 🤖 ย่อโดย AIฎีกาที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาจะพิพากษาให้ยกเสียเลยก็ได้…มีอำนาจทำความเห็นแย้ง และให้รวมคำแย้งนั้นเข้าสำนวนไว้
ต้อง และต้องลงลายมือชื่อผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณา
รวมเข้าสำนวนไว้
↑ ดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั้งหมด
🗓️ ปรับปรุงข้อมูลตัวบทล่าสุด: 2026-07-26