คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2472
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองปรปักษ์ต้องเป็นการครอบครองโดยสงบและโดยเปิดเผยติดต่อกันเป็นระยะเวลา 10 ปี การทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีเงื่อนไขให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามคำเบิกความของพยาน ถือเป็นการสละสิทธิ์ในการอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยปกครองที่โดยปรปักษ์มา 10 ปี ทำสัญญากับโจทก์ต่ออำเภอว่า ถ้ากำนันเบิกความสมข้างใครให้ที่เปนของคนนั้นเมื่อกำนันเบิกความสมข้างโจทก์ จำเลยจะอ้างอำนาจปรปักษ์ขึ้นต่อสู้อีกไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ได้ความว่าที่สวนจากรายพิภาษเดิมเป็นของโจทก์ ๆ ละทิ้งไปอยู่ในดินแดนอังกฤษ ๑๕-๑๖ ปี จึงกลับเข้ามา และไม่ได้เข้าปกครองที่รายนี้จำเลยเข้าปกครองโดยอำนาจปรปักษ์ตลอดมาเป็นเวลา ๑๐ ปี ครั้นต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่ออำเภอเรียกกรรมสิทธิที่นี้จากจำเลยแล้ว โจทก์จำเลยตกลงทำสัญญากันที่อำเภอฉบับหนึ่งเป็น "ใบยอมความ" ว่าให้เรียกพันอ่ำกำนันมาเป็นพะยาน ถ้าพันอ่ำให้การสมฝ่ายใด ให้ฝ่ายนั้นชนะ พันอ่ำได้มาเบิกความสมฝ่ายโจทก์ อำเภอจึงชี้ขาดให้ที่เป็นของโจทก์ปัญหามีว่าฝ่ายใดจะได้ที่เป็นกรรมสิทธิ
ศาลเดิมตัดสินว่า สัญญาที่ทำต่ออำเภอเป็นแต่เพียงสัญญาที่มีเงื่อนไข ไม่ผูกพันจำเลย เมื่อจำเลยปกครองที่โดยปรปักษ์มาถึง ๑๐ ปี จึงให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ว่า สัญญายอมความอันมีเงื่อนไขบังคับนี้ ได้ทำขึ้นประสงค์จะระงับข้อพิภาษ ย่อมสมบูรณ์และมีผลตั้งแต่วันที่เงื่อนไขนั้นสำเร็จลง คือเมื่อพันอ่ำมาเบิกความ และเป็นการผูกมัดคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย จึงให้ที่รายพิภาษเป็นของโจทก์ตามสัญญา
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2472
นายขลุย สุกุสะกร โจทก์
นางพัน มหาแก้ว จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายขลุย สุกุสะกร · จำเลย - นางพัน มหาแก้ว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนู · เทพ · พรหม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา