คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2482
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรนั้น เป็นความผิดคนละฐานกัน หากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานในคราวเดียวกัน โดยอ้างข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกันเอง ถือว่าฟ้องเคลือบคลุมและขัดกันเอง ต้องยกฟ้อง
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกสมคบกันลักกระบือไป และต่อมาจำเลยกับพวกได้นำกระบือนั้นมาคืนเจ้าทรัพย์โดยพวก จำเลยได้รับค่าไถ่ไป ทั้งนี้โดยจำเลยกับพวกได้รับกระบือไว้โดยรู้ว่าเป็นของร้ายขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์และรับของโจรดังนี้ถือว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมและขัดกันเองในตัวต้องยกฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๒๗ จำเลยกับพวกสมคบกันลักกระบือไป ๔ ตัว ครั้นวันที่ ๒๙ จำเลยกับพวกได้นำกระบือที่หายมาคืนเจ้าทรัพย์โดยพวกจำเลยได้รับค่าไถ่ไปโดยจำเลยกับพวกได้รับกระบือไว้โดยรู้ว่าเป็นของร้ายขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์และรับของโจร
ศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องเพราะเห็นว่าฟ้องของโจทก์ขัดกันเอง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมและไม่ขัดกันเองจึงพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาใหม่
ศาลฎีกาตัดสินว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องระบุเจาะจงเอาตัวจำเลยว่าทำการทั้งลักทรัพย์และรับของโจร โดยบรรยายข้อเท็จจริงมาสั้น ๆ ทั้ง ๒ ประการ จำเลยให้การปฏิเสธหมดทั้ง ๒ ฐานดังนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกันก็เห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่มีลักษณพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ยืนตามศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2482
อัยยการปราจีนบุรี โจทก์
นายปล้อง โพนไทร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยยการปราจีนบุรี · จำเลย - นายปล้อง โพนไทร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พลางกูร · นิติศาสตร์ · เทฟโนต์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายเจ็ง ติงศภัทร · ศาลอุทธรณ์ - พระอินทปริญญา ฯ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา