คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2488
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่ศาลยกฟ้องคดีอาญา ไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงโทษทางวินัย
2. การสอบสวนความผิดวินัย ไม่จำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบก่อน
ย่อคำพิพากษา
ความผิดฐานผิดวินัยนั้นแม้จะได้มีการฟ้องศาลและศาลยกฟ้องแล้ว ก็นำมาพิจารณาโทษผิดวินัยอีกก็ได้ ในเรื่องสอบสวนฐานผิดวินัยไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องแจ้งข้อหาให้ทราบก่อนจึงจะสอบสวนได้
ทำผิดฐานผิดวินัยก่อนมี พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2482 การพิจารณาโทษต้องนำ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2479 มาใช้ เพราะ ม.17 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการ 2482 บัญญัติไว้เช่นนั้น.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2482 ม.58 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2482 ม.60 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2482 ม.77 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ศาลล่างทั้ง ๒ พิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นไปตามหน้าที่ราชการไม่เป็นการละเมิด
โจทก์ฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยดังต่อไปนี้
๑. โจทก์อ้างว่าเมื่อถูกฟ้องว่าทุจริตต่อหน้าที่และศาลได้พิพากษายกฟ้องแล้ว จำเลยหมดสิทธิตามกฎหมายที่จะกล่าวหาโจทก์ฐานทำผิดฐานทำผิดวินัยและขอปลดโจทก์ศาลฎีกาเห็นว่าตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน ๒๔๗๙ ได้แยกการปลดข้าราชการออกฐานผิดวินัยฐานทำผิดอาญาไว้ต่างหากกัน และไม่มีกฎบังคับห้ามมิให้พิจารณาโทษวินัยในเมื่อศาลได้พิพากษายกฟ้องแล้ว
๒. โจทก์อ้างว่าในการพิจารณาโทษฐานผิดวินัยนี้จำเลยไม่ได้แจ้งข้อหาให้โจทก์ทราบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิพิจารณาโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีกฎหมายบังคับว่าการสอบสวนโทษทางวินัยจะปฏิบัติอย่างไร และเรื่องนี้โจทก์ได้ทราบเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะเดิมกระทรวงมหาดไทยได้ตั้งกรรมการสอบสวนการฟ้องคดีต่อศาลก่อนมีการพิจารณาโทษทางวินัยอยู่ก่อนแล้ว
๓. โจทก์อ้างว่าเป็นข้าราชการชั้นตรีตาม ม.๕๘ ตอน ๒ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ๒๔๘๒ จะสอบสวนความผิด โจทก์ต้องได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยก่อน ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ทำความผิดก่อนมี พ.ร.บ.นี้มาพิจารณาเมื่อใช้ พ.ร.บ.นี้แล้ว กรณีต้องใช้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ๒๔๗๙ เพราะมาตรา ๗๗ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ๒๔๘๓ บัญญัติไว้เช่นนั้น และตามนัยกฎหมายที่นำมาใช้นี้ ก.พ.ก็ได้พิจารณาให้ปลดออกจากราชการ จำเลยไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมาย
๔. โจทก์อ้างว่าไม่ได้ทำประมาทเลินเล่อในหน้าที่จะปลดโจทก์ไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีประเด็นเพราะได้รับในชั้นชี้ขาดสองสถานแล้ว กรณีมีประเด็นเพียงว่าจำเลยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ขอให้พิจารณาปลดโจทก์ฐานผิดวินัย ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าจำเลยมีสิทธิ
จึงพร้อมกันพิพากษายืนศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 154/2488
นายทนู อินทะมุสิก โจทก์
นายเรืออากาศเอกวุธิสรสงคราม วุธิราชรักษาข้าหลวงนครศรีธรรมราช,นาย
พันเอกเสงี่ยม อธิบดีกรมมหาดไทย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายทนู อินทะมุสิก · วุธิราชรักษาข้าหลวงนครศรีธรรมราช,นาย - นายเรืออากาศเอกวุธิสรสงคราม · จำเลย - พันเอกเสงี่ยม อธิบดีกรมมหาดไทย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนูภันย์วิมลสาร · นาถปรีชา · จำรูญเนติศาสตร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นาย ส.ส.มริสา · ศาลอุทธรณ์ - นายนาค อุนทนันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา