คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2490
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* เครื่องหมายการค้าที่กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 237 คุ้มครอง ต้องเป็นเครื่องหมายที่ได้ใช้กับสินค้าแล้ว
* การกระทำละเมิดต่อร่างกายและเสรีภาพ ต้องเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย
* การยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายดีกว่า ถือเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต
ย่อคำพิพากษา
เครื่องหมายการค้าที่ ก.ม.ลักษณะอาญา ม. 237 คุ้มครองไว้นั้น ย่อมหมายถึงเครื่องหมายที่ได้ใช้แล้วกับสินค้าที่ได้ใช้แล้วกับสินค้า รอยรูปขีดเขียนที่ประดิษฐ์ขึ้นแล้ว เก็บไว้โดยยังมิได้ใช้ในการค้าอย่างใด ๆ นั้น หาได้รับความคุ้มครองตาม ก.ม.ไม่
ในคดีมูลละเมิดฐานะทำให้โจทก์เสียหายต่อร่างกายและเสรีภาพนั้น โจทก์จะต้องสืบให้ได้ความว่า จำเลยได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำให้โจทก์ต้องเสียหายต่อร่างกายและเสรีภาพ เพียงแต่ได้ความว่าโจทก์ถูกตำรวจจับไป เนื่องจากคำซักทอดของผู้อื่นซึ่งจำเลยแจ้งความให้จับ โดยจำเลยไม่ทราบว่าเกี่ยวเนื่องถึงโจทก์ด้วยนั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์
ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อนายทะเบียนโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายดีกว่าผู้ขอจดทะเบียนนั้น เป็นการใช้สิทธิในการคัดค้านโดยสุจริต
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ได้ความว่า โจทก์คิดเครื่องหมายอย่างหนึ่งไว้ตั้งใจสำหรับสินค้าของโจทก์ แต่ได้งดไว้ไม่ใช้ ต่อมาจำเลยได้ทำสินค้าของจำเลยออกจำหน่าย และใช้เครื่องหมายอย่างเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันกับที่โจทก์คิดไว้ โดยจำเลยเคยทำงานอยู่ในร้านโจทก์มาก่อน แล้วออกมาตั้งร้านจำหน่ายสินค้าของจำเลยเอง จำเลยจำหน่ายสินค้าของจำเลยโดยมีเครื่องหมายการค้าที่พิพาทนี้สัก ๓ - ๔ เดือน โจทก์นำสินค้าของโจทก์มีเครื่องหมายการค้าที่พิพาทออกจำหน่ายที่ร้นายี่ห้อไต้หลี พร้อมกันนั้นโจทก์ได้ไปร้องขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตเพราะอยู่ในระหว่างโฆษณา จำเลยได้ไปแจ้งความแก่ตำรวจว่าร้านยี่ห้อไต้หลีเลียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ตำรวจจึงจับตัวนายหง่า ผู้จัดการร้านยี่ห้อไต้หลีมาสอบสวน นายหง่าให้การว่า ยี่ห้อไต้ไฮ้ของโจทก์ส่งสินค้าของ ซอง กล่องมาให้นายหง่าบรรจุจำหน่าย ตำรวจจึงจับโจทก์มา ต่อมาอัยยการและจำเลยได้ฟ้องโจทก์และนายหง่าเป็นคดีอาญาหาว่าเลียนแบบเครื่องหมายการค้าศาลพิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยละเมิดทำให้โจทก์เสื่อมเสียอิสสระภาพและชื่อเสียง และในการที่จำเลยไปคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้
ศาลแพ่งพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทกับสินค้าของจำเลยในการค้าขายแล้ว จำเลยย่อมมีอำนาจโดยชอบด้วย ก.ม.ที่ไปแจ้งความว่ามียี่ห้อไต้หลีเลียนยี่ห้อการค้าของจำเลย การที่ตำรวจไปจับโจทก์ ก็เนื่องจากนายหง่า แห่งยี่ห้อไต้หลี ซัดทอดไปถึงโจทก์เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฎว่าขณะแจ้งความจำเลยได้รู้อยู่แล้ว สินค้าที่ยี่ห้อไต้หลีออกจำหน่ายนั้นได้เอามาจากโจทก์ก็ถือไม่ได้ว่า จำเลยทำละเมิดต่อโจทก์
ส่วนในเรื่องจำเลยไปคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นปรากฎตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๒๙ ห้ามไม่ให้ผู้ใดนำคดีมาสู่ศาลเรียกค่าเสียหายในการล่วงสิทธิเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน และตามมาตรา+ (ก) ได้บัญญัติให้อำนาจผู้อื่นยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าต่อนายทะเบียน+ เมื่อไม่ปรากฎว่า ในการคัดค้านของจำเลย ๆ ได้กระทำโดยเจตนาร้ายต่อโจทก์อย่างใด
กลับปรากฎรูปทำให้เห็นว่า จำเลยคิดว่า มีสิทธิเครื่องหมายการค้านั้น ดีกว่าโจทก์เช่นนี้ ย่อมแสดงจำเลยได้ใช้สิทธิในการคัดค้านโดยสุจริต จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 910/2490
นายเอ็ง แซ่ล้อ โจทก์
นายชงเชียง แซ่ตั้ง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเอ็ง แซ่ล้อ · จำเลย - นายชงเชียง แซ่ตั้ง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประมูล สุวรรณศร · นาถปรีชา · มนูภันย์วิมลสาร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายยุ้ย อาตมียะนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงทรงนิติกรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา