⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 414/2491

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2491

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จับตัวบุคคลไปเพื่อเรียกเอาค่าไถ่โดยตรง ไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์. หากศาลลงโทษจำเลยตามบทกฎหมายที่หนักที่สุดแล้ว แม้จำเลยจะมีความผิดตามบทกฎหมายอื่นด้วย ศาลก็ไม่จำต้องวินิจฉัยความผิดตามบทกฎหมายอื่นนั้นอีก.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกับพวกจับตัวผู้เสียหายไปควบคุมตัวไว้แล้วบังคับเอาเงินจากพ่อตาและภรรยาเพื่อสินไถ่และเรียกผู้เสียหายคนอื่นอีก 6 คนมาหาว่าลักควาย บังคับให้หาเงินมาให้จำเลยดังนี้ การกระทำในตอนแรกเป็นเรื่องจับตัวไปบังคับเรียกเอาค่าสินไถ่โดยตรง การกระทำในตอนหลัง ก็ไม่มีกริยาเป็นโจรชิงทรัพย์ตามความหมายของ ก.ม. จึงไม่ใช่ความผิดฐานชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันว่า จำเลยมีความผิดตามกฏหมายอาญามาตรา 301 - 270 แต่ให้รวมกะทงลงโทษตาม ม.270 ซึ่งเป็นบทหนักแต่บทเดียว โจทก์มิได้ฎีกาคัดค้านประการใด ดังนี้ เมื่อศาลฎีกาคงเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 270 ซึ่งเป็นบทหนักอยู่แล้ว แม้จะเห็นว่าจำเลยไม่ผิดตามม.301ด้วย ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีผิดฐานใดอีก เพราะลงโทษบทหนักอยู่แล้ว อัยยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามกฏหมายอาญามาตรา 301-270 กับขอให้จำเลยคืนหรือใช้ทรัพย์ ถ้าศาลพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 301 แล้ว อัยยการก็ไม่มีอำนาจเรียกเงินคืนแทนผู้เสียหาย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายลักษณะอาญา ม.270 กฎหมายลักษณะอาญา ม.301 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

จำเลยกับพวกมีปืนเป็นสาตราวุธไปจับตัวนายอุทาไปควบคุมตัวไว้ แล้วบังคับเอาเงินจากนายหน่อพ่อตา และนางป้อภรรยานายอุทา เพื่อสินไถ่ มิฉะนั้นจะฆ่านานอุทาเสีย นายหน่อ นางป้อ นำกระบือ ๑ ตัวราคา ๒๐๐ บาท กับเงินอีก ๑๐๐ บาทไปให้จำเลย ๆ จึงปล่อยนายอุทากลับบ้าน แล้วจำเลยกับพวกได้เรียกนายมี นายไจ๋ นายอุด นายกุย นายตา นางเฟย มาหา กล่าวหาว่าลักควายเขากิน ถ้าไม่เอาเงินมาให้จะฆ่าเสีย คนทั้งหกเกรงกลัวจึงหาเงินมาให้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามกฏหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๖๘ - ๒๗๐ - ๒๙๘ - ๒๙๙ - ๓๐๑ กับขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัยพ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามกฏหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๗๐ - ๓๐๑. ให้รวมกะทงลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๗๐ ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุก ๑๕ ปี ลดตามมาตรา ๒๗๒ เสีย ๑ ใน ๓ คงจำคุก ๑๐ ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน ๑๐๐๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่จับตัวนายอุทาไปเป็นเรื่องบังคับเรียกเอาค่าสินไถ่โดยตรง และการที่จำเลยเรียกผู้เสียหายอีก ๖ คนไปขู่บังคับให้หาเงินมาให้ก็ไม่มีกริยาเป็นโจรชิงทรัพย์ตามความหมายของกฏหมาย จำเลยจึงยังไม่ผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่จะมีความผิดฐานใดนั้นไม่เป็นปัญหาในชั้นฎีกา เพราะคดีศาลล่างพิพากษาต้องกันมาให้ลงโทษจำเลยในฐานบทหนักบทเดียวเท่านั้น ซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาขึ้นมา จึงวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ อัยยการไม่มีอำนาจเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนให้แก่ผู้เสียหายตามป.วิ.อาญามาตรา ๔๓ แต่ในการที่จำเลยกับนายอุทาไปหน่วงเหนี่ยวกักขังและเรียกเอาสินไถ่แล้วจึงปล่อยตัวไปนั้น เป็นความผิดตามกฏหมายลักษณะอาญามาตรา ๒๗๐ จึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยไม่มีความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามมาตรา๓๐๑ส่วนอัยยการไม่มีอำนาจเรียกเงินคืนแทนผู้เสียหายนอกจากนี้คงยืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 414/2491 อัยยการเชียงราย โจทก์ นาอ้าย คำวัง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยยการเชียงราย · จำเลย - นาอ้าย คำวัง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนูภันย์วิมลสาร · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · นิติธรรมประกรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายรัตน ศรีไกรวิน · ศาลอุทธรณ์ - หลวงดุลยนัยบัญชาราษฎร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3746/2542ฎีกา 15831/2555ฎีกา 2737/2517ฎีกา 569/2490ฎีกา 255/2529ฎีกา 968/2550ฎีกา 744/2483ฎีกา 8192/2560ฎีกา 888/2490ฎีกา 709/2483ฎีกา 746-747/2483ฎีกา 2069/2552ฎีกา 760-765/2491ฎีกา 597/2485ฎีกา 1039/2516ฎีกา 470/2478ฎีกา 3303/2531ฎีกา 301/2490ฎีกา 230/2486ฎีกา 845/2487ฎีกา 770/2483ฎีกา 267/2489ฎีกา 726/2487ฎีกา 7201/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา