คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1610/2539
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่ศาลฎีกาแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา แต่เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในขอบเขตแห่งฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏนั้นได้ แม้จะแตกต่างจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษฐานใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ยกฟ้องฐานรับของโจร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ใช้ให้นาย ว.กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจร ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์ · จำเลย - นายอนันต์ ศรีเฉลียว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วุฒิ คราวุฒิ · มงคล สระฏัน · อธิราช มณีภาค |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นางสาวสุนิสา สมประสงค์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายพันธาวุธ ปาณิกบุตร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา