คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2491
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในคดีแพ่ง การระบุเวลาและสถานที่แห่งการกระทำไม่จำเป็นต้องชัดเจนเท่าคดีอาญา หากข้อหาและหลักแห่งข้อหาปรากฏชัดเจนในคำฟ้องจนจำเลยเข้าใจและต่อสู้คดีได้
ย่อคำพิพากษา
ข้อความที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องที่แพ่งนั้น ย่อมต่างกับฟ้องคดีอาญา เพราะในคดีแพ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ ฉะนั้นรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำบางอย่าง จึงมิใช่ข้อสำคัญที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องคดีแพ่งอย่างที่บังคับไว้ในมาตรา 158 ป.ม.วิ.อาญาในคดีแพ่งมีบทบังคับไว้ในมาตรา 172 ป.ม.วิ.แพ่งแล้ว
โจทก์กล่าวในคำฟ้องได้ความว่า เมื่อวันเวลาใดจำไม่ได้ราวเดือน มีนาคม 2489 จำเลยได้ตกลงขายนาให้โจทก์ บัดนี้ถึงกำหนดโอนกันแล้ว จำเลยกลับบิดพริ้วไม่ยอมโอน ทั้งฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะขายที่นาให้แก่โจทก์ดังฟ้องเลย ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาของโจทก์ก็ดี ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นก็ดี ได้ปรากฏแจ้งชัดในคำฟ้องนั้นแล้ว โดยจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงได้ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาเช่นว่านั้นกับโจทก์เลย ฟ้องของโจทก์จึงถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องจำเลยฐานผิดสัญญาไม่ขายที่ดินให้โจทก์ ขอให้บังคับให้จำเลยขาย มิฉะนั้นก็ให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ จำเลยให้การทั้งมีข้อต่อสู้และข้อตัดฟ้อง และยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยข้อตัดฟ้องเสียก่อนตาม ป.ม.วิ.แพ่ง มาตรา ๒๔ ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องใช้ได้ ไม่เคลือบคลุม ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความที่จะกล่าวในคำฟ้องคดีแพ่งย่อมต่างกับคดีอาญา เพราะคดีแพ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่และความรับผิด ฉะนั้นรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำบางประการ จึงมิใช่ข้อสำคัญที่จะต้องกล่าวในคำฟ้องคดีแพ่งอย่างเช่นที่บังคับไว้ในมาตรา ๑๕๘ ป.ม.วิ.อาญา ในคดีแพ่งมีบทบังคับไว้ใน ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา ๑๗๒ แล้ว ในคดีนี้คำฟ้องได้ความว่า เมื่อวันเวลาใดจำไม่ได้ราวเดือนมีนาคม ๒๔๘๙ จำเลยได้ตกลงขายนาให้โจทก์บัดนี้ถึงกำหนดที่ตกลงโอนกันแล้ว จำเลยบิดพริ้วไม่ยอมโอน ทั้งฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญาจะขายนาให้แก่โจทก์ดังฟ้องเลย ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาของโจทก์ก็คือ สัญญาที่ได้เกิดมีขึ้นในราวเดือนมีนาคม ซึ่งโจทก์จำวันเวลาไม่ได้ และบัดนี้ฝ่ายจำเลยผิดนัดในการชำระหนี้ตามสัญญานั้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า สภาพแห่งข้อหาของโจทก์ก็ดี ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นก็ดี ได้ปรากฏแจ้งชัดในคำฟ้องนั้นแล้ว โดยจำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี จึงได้ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาเช่นว่านั้นกับโจทก์เลย ฟ้องของโจทก์จึงถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
ส่วนประเด็นในการนำสืบจะเป็นอย่างไร และโจทก์จะนำสืบได้เพียงใด จึงจะไม่เป็นการนอกฟ้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่จะยกฟ้องโจทก์เสียโดยถือว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะไม่ระบุวันเดือนปีแห่งการที่เกิดเป็นสัญญา หรือวันเดือนปีที่หนี้ถึงกำหนดชำระนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เพราะในคดีแห่งที่เกี่ยวด้วยนิติกรรมและหนี้ในบางกรณีนี้ ยากที่จะกล่าวล่วงหน้าได้ว่าหนี้ได้เกิดขึ้นในวันเดือนใด ด้วยเหตุว่าการกระทำที่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์อาจจะต่อเนื่องกันหลาย ๆ คราว และวันถึงกำหนดชำระหนี้ อาจจะต้องดูระยะเวลาอันสมควร พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2491
นายสง่า สุขสมทิพย์ โดยพนักงานอัยยการจังหวัดนครนายก ผู้แทน โจทก์
นายแช่ม สุขสมทิพย์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสง่า สุขสมทิพย์ โดยพนักงานอัยยการจังหวัดนครนายก ผู้แทน · จำเลย - นายแช่ม สุขสมทิพย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประมูล สุวรรณศร · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · มนูภันย์วิมลสาร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายสมบูรณ์ ภิบาลกล · ศาลอุทธรณ์ - พระศิลปสิทธิวินิจฉัย |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา