คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1430/2492
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงในคดีก่อนแล้วว่าจำเลยไม่ได้กระทำการอันเป็นความผิดตามที่โจทก์กล่าวหา ย่อมมีผลผูกพันคู่ความในคดีนั้น และไม่อาจนำข้อเท็จจริงเดียวกันมาฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ได้อีก
การเบิกความต่อศาล แม้จะไม่ถูกต้องตรงกับความจริง แต่หากจำเลยมีเหตุอันสมควรให้เข้าใจผิดเช่นนั้นได้ การเบิกความนั้นก็ไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้อง ฉ.จำเลยฐานแจ้งความเท็จว่า โจทก์ยักยอกทรัพย์ของ ฉ. ศาลตัดสินยกฟ้องโจทก์ว่า โจทก์ฟ้องแก้เกี้ยวข้อหาของโจทก์ฟังไม่ได้ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้หาว่า ฉ.จำเลยจงใจแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จ ดังนี้ เมื่อศาลได้ชี้ขาดใดคดีก่อนแล้วว่า ฉ.ไม่ได้แจ้งความเท็จในคดีนี้ ก็ต้องฟังว่า ฉ.ไม่ได้แจ้งความเท็จ
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดฐานละเมิดในการที่จำเลยเบิกความ แต่ตามฟ้องไม่อาจทราบได้ว่าที่จำเลยเบิกความไปนั้นเป็นการเบิกความเท็จ หรือการเบิกความเช่นนั้นเป็นไปโดยเลินเล่อ เพราะถึงแม้จำเลยจะเบิกความไม่ถูกต้องกับความจริง ก็มีเหตุอันสมควรให้จำเลยเข้าใจผิดเช่นนั้นก็ได้ ซึ่งไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ฉะนั้นฟ้องโจทก์จึงยังไม่เป็นฟ้องที่จะให้จำเลยต้องรับผิดฐานละเมิด.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โดยกล่าวว่า นางฉิ้งจำเลยนำเอาความเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โจทก์ยักยอกเงินของจำเลย ๑ บาท เป็นเหตุให้โจทก์ถูกจับและต้องขัง ๒ วัน และนางฉิ้งกับนายสักจำเลยจงใจ เบิกความชั้นสอบสวนและชั้นศาลว่า โจทก์ทำผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด จำเลยปฏิเสธว่า ไม่ได้ทำผิดฐานละเมิด ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณารวมกับคดีดำที่ ๑๕๙/๒๔๙๐,๑๖๑/๒๔๙๐ ซึ่งนางฉิ้งกับพลตำรวจเจิมเป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับนายเฉยเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้ง ๓ สำนวน.
โจทก์ในคดีนี้อุทธรณ์,
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่.
จำเลยฎีกา,
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์แยกข้อหาเป็น ๒ ข้อว่า นางฉิ้งจำเลยจงใจแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ทำให้โจทก์เสื่อมเสียอิสสระภาพข้อ ๑. และว่าจำเลยทั้งสองจงใจเบิกความเท็จชั้นสอบสวนและชั้นศาลว่า โจทก์ทำผิดและยักยอกทรัพย์เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียหายอีกข้อ ๑. ฉะเพาะข้อแรก โจทก์ฟ้องคดีอาญาแดงที่ ๑๓๔/๒๔๘๙ ขอให้ลงโทษนางฉิ้งจำเลยกับพลตำรวจเจิมฐานวิ่งราวทรัพย์ ฯลฯ ศาลพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์ฟ้องแก้เกี้ยว ข้อหาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นคดีนี้ก็ต้องถือข้อเท็จจริงตามนั้นว่า นางฉิ้งไม่ได้แจ้งความเท็จ ทำให้เสื่อมเสียอิสสระภาพ ฟ้องโจทก์ข้อ ๑. จึงตกไป ส่วนข้อหาว่าเบิกความเท็จตามฟ้องไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยเบิกความไปนั้นเป็นการเบิกความเท็จหรือการเบิกความเช่นนั้นเป็นไปโดยเลินเล่อ เพราะถึงแม้จำเลยจะเบิกความไม่ถูกต้องตรงกันกับความจริง ก็อาจมีเหตุอันสมควรให้จำเลยเข้าใจผิดเช่นนั้นได้ ซึ่งไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ฉะนั้นฟ้องของโจทก์จึงยังไม่เป็นฟ้องที่จะให้จำเลยต้องรับผิดฐานละเมิด.
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1430/2492
นางหมา พรหมชู โจทก์.
นางฉิ้ง แก่นจันทร์ ที่ 1. นายสัก แก่นจันทร์ ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์. - นางหมา พรหมชู · จำเลย - นางฉิ้ง แก่นจันทร์ ที่ 1. นายสัก แก่นจันทร์ ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | นนทปัญญา · ธรรมบัณฑิต · นาถปรีชา |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดตรัง - นายเสนีย์ กิมปิสเสถียร · ศาลอุทธรณ์ - นายชวน สิงหถกะ. |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา