คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 288/2494
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลหลายคนเป็นผู้รับ บรรดาผู้รับพินัยกรรมย่อมเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์มรดกนั้น และผู้รับพินัยกรรมคนหนึ่งจะกีดกันทรัพย์มรดกไว้แต่ผู้เดียวมิได้ ต้องแบ่งปันแก่ผู้รับพินัยกรรมคนอื่นตามส่วน
2. การที่ผู้รับพินัยกรรมคนหนึ่งทำหนังสือยอมมอบสิทธิการรับทรัพย์มรดกของตนให้แก่ผู้รับพินัยกรรมอีกคนหนึ่งนั้น ถือว่าเป็นการโอนสิทธิซึ่งใช้ได้ ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์มรดกส่วนที่โอนนั้นจากผู้ยึดถือได้
ย่อคำพิพากษา
ทำพินัยกรรม์ยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลหลายคนเป็นผู้รับ เมื่อเจ้ามรดกตายสิทธิในทรัพย์ย่อมตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรม์ บรรดาผู้รับพินัยกรรม์จึงได้ชื่อว่า เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์มรดกฉะนั้นการที่ผู้รับพินัยกรรม์คนหนึ่งจัดการเรียกร้องทรัพย์มรดกได้มาจากบุคคลอื่นแล้วจะกีดกันเอาไว้แต่ผู้เดียวมิได้ จำต้องแบ่งกันระหว่างผู้รับพินัยกรรม์ตามส่วน
ผู้รับพินัยกรรมคนหนึ่งทำหนังสือยอมมอบสิทธิการรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม์ของตน ซึ่งตกอยู่กับผู้รับมรดกอีกคนหนึ่งให้แก่ผู้รับพินัยกรรมอีกคนหนึ่ง นั้นมิใช่เป็นการสละมรดก และการโอนเช่นนี้ถือว่าใช้ได้ ผู้รับโอนย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกมรดกส่วนที่โอนนั้นจากผู้ยึดถือทรัพย์มรดกนั้นอยู่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์จำเลยเป็นพี่น้องกับนางคำป้อ ณ เชียงใหม่ เจ้ามรดกนางคำป้อวายชนม์วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๔๙๐ ก่อนวายชนม์นางคำป้อได้ทำพินัยกรรม์ยกทรัพย์ให้แก่พี่น้อง รวมทั้งโจทก์จำเลยด้วยตามส่วน ปรากฎตามพินัยกรรมต่อมาจำเลยได้ดำเนินการฟ้องเรียกร้องส่วนมรดกตามพินัยกรรมจากผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนางคำป้อในที่สุดจำเลยตกลงประนีประนอมยอมรับเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท แทนที่ดินโฉนดที่ ๑๕๒๔ ซึ่งเป้นทรัพย์ส่วนได้ตามพินัยกรรม์ และรับโอนโฉนดที่ ๑๕๒๓ มาในนามจำเลย กับรับเงินสดอีก ๒๐๐๐๐ บาท แต่มิได้แบ่งให้แก่โจทก์ ตามส่วนในพินัยกรรม โจทก์จึงฟ้องขอแบ่ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งทรัพย์ให้แก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ขุนอุปการฯ จำเลยเรียกร้องมรดกรายนี้มาจากผู้ครอบครองไว้ แม้จะมิได้มีการแต่งตั้งเป็นหนังสือจากผู้มีส่วนได้มรดกรายนี้ก็ดี แต่ทรัพย์รายนี้เป็นมรดกของนางคำป้อทำพินัยกรรมให้ไว้แก่โจทก์จำเลย สิทธิในทรัพย์จึงตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรม โจทก์จำเลยจึงได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์มรดก ฉะนั้นการที่จำเลยจัดการเรียกร้องทรัพย์มรดกได้มาแล้วจะกีดกันเอาไว้แต่ผู้เดียวมิได้ เพราะเป็นเจ้าของร่วมดังกล่าวจำต้องแบ่งกันตามส่วน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกจากจำเลยได้
ส่วนข้อที่นายส่างแก้วทำหนังสือยกส่วนได้ในกองมรดให้โจทก์นั้น จำเลยฎีกาว่าใช้ไม่ได้นั้น ได้ความว่านายส่างแก้วเป็นผู้ได้รับทรัพยมรดกจากนางคำป้อตามพินัยกรรมด้วยผู้หนึ่ง และนายส่างแก้วทำหนังสือลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๔๙๑ เป็นใจความว่า นายส่างแก้วยอมมอบสิทธิการรับส่วนมรดก ซึ่งตกอยู่แก่ขุนอุปการ ฯ ให้โจทก์ โจทก์จึงถือสิทธิตามหนังสือฉะบับนี้มาฟ้องเรียกมรดกส่วนของนายส่างแก้วด้วย การโอนสิทธิเรียกร้องส่วนของนายส่างแก้วให้แก่นายคำปันโจทก์ ตามหนังสือดังกล่าวมิใช่เป็นการสละมรดก และการโอนเช่นนี้ไม่ผิดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อยและศิลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกส่วนของนายส่างแก้วได้
คงพิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 288/2494
นายคำปัน ลิลิตที่ 1 , นางคำแปลง สุขรัตน์ที่ 2 โจทก์
ขุนอุปการประชาชน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายคำปัน ลิลิตที่ 1 , นางคำแปลง สุขรัตน์ที่ 2 · จำเลย - ขุนอุปการประชาชน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธรรมบัณฑิต · นนทปัญญา · ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา