⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1704/2498

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2498

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งยอมรับว่าตนเป็นผู้เช่าและได้ทำสัญญาเช่าโดยมีคู่สมรสลงชื่อเป็นพยาน และคู่สมรสนั้นได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลโดยที่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งทราบและยังคงชำระค่าเช่าอยู่ ย่อมถือว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบริวารของผู้เช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น

ย่อคำพิพากษา

เดิมโจทก์ฟ้องขับไล่นางเจิมในคดีแดงที่ 722/2493 ศาลพิพากษาให้ขับไล่นางเจิม โจทก์อ้างว่าจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นสามีภรรยาเป็นบริวารของนางเจิมขอให้ขับไล่ด้วยจำเลยต่อสู้ว่าจำเลยไม่ใช่บริวารของนางเจิม นางอุไร ภรรยาเป็นผู้เช่าจากนางเจิมได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ โจทก์จึงฟ้องขอให้ขับไล่สามีที่สุดโจทก์กับสามีตกลงประนีประนอมยอมความกันที่ศาล คือโจทก์ยอมให้สาลีเช่าอยู่ต่อไปอีก 2 ปี ครบกำหนดโจทก์ขอให้ศาลบังคับสามีและภรรยา สามียอมออกแต่ภรรยาไม่ยอมออก อ้างว่าตนเป็นผู้เช่าได้รับความคุ้มครอง คำพิพากษาย่อมไม่ผูกพันตนเพราะตนเป็นผู้เช่าสามีไม่มีอำนาจไปทำยอม และได้หย่าขาดจากสามีภรรยาก่อนศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ดังนี้แม้จะได้ความว่าภรรยามีชื่อเป็นผู้เช่า แต่ขณะนั้นสามีภรรยายังอยู่กินในห้องพิพาท เวลาทำสัญญาสามีก็มาด้วยและลงชื่อเป็นพยานในสัญญาเช่า เมื่อคราวศาลเรียกสามีภรรยามาสอบในคดีก่อนคือคดีแดงที่ 722/2493 ภรรยาทราบแต่ไม่มา สามีมาแถลงต่อศาลว่าตนกับภรรยาอยู่ในห้องโดยตนเป็นผู้เช่าจากนางเจิม เมื่อสามีทำยอมกับโจทก์ที่ศาลภรรยาก็ทราบระหว่างนั้นภรรยายังนำค่าเช่ามาชำระให้โจทก์ด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นชัดว่าภรรยายอมถือว่าสามีเป็นผู้เช่าห้องพิพาทภรรยาย่อมตกเป็นบริวาร ที่ภรรยาอ้างว่าหย่าขาดนั้นเป็นเพียงโล่ห์บังหน้าเพื่อเลี่ยงการบังคับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.797 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องแถวตำบลวัดกัลยาณี จังหวัดธนบุรี ห้องแถวนี้เดิมเป็นของนางเจิม แล้วต่อมาเป็นของโจทก์ ๆ ได้ฟ้องขับไล่นางเจิมตามคดีแดงที่ ๗๒๒/๒๔๙๓ แล้วได้ทำยอมกันและศาลบังคับให้นางเจิมออกจากห้องไปแล้วแต่ยังมีบริวารอยู่ในห้องอีก โจทก์ได้ขอให้ศาลเรียกบริวารมาสอบถามซึ่งนายถนัดจำเลยและนางอุไรผู้คัดค้านนี้รวมอยู่ด้วย นายถนัดมาศาลแต่นางอุไรไม่มา นายถนัดแถลงต่อศาลในคดีนั้นว่านางอุไรเป็นภรรยา ตนกับภรรยายังอยู่ในห้องพิพาทจริง แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะบริวารของนางเจิม แต่เช่าจากนางเจิม ศาลแพ่งสั่งให้โจทก์ดำเนินคดี โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ขึ้น จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยมิได้เป็นบริวารนางอุไร ภรรยาจำเลยได้ทำสัญญาเช่ากับนางเจิม จำเลยได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ควบคุมค่าเช่า ฯ ในที่สุดนี้โจทก์จำเลยทำยอมกันโดยโจทก์ยอมให้จำเลยเช่าห้องรายพิพาทอยู่ต่อไปอีก ๒ ปี ครบกำหนดการเช่าตามยอมจำเลยไม่ยอมออก โจทก์มาร้องต่อศาลและศาลบังคับให้จำเลยออก ซึ่งจำเลยได้ออกไปแล้ว แต่นางอุไรผู้คัดค้านนี้ไม่ยอมออกโจทก์จึงร้องต่อศาลขอบังคับให้นางอุไรออกจากห้องพิพาทในฐานะเป็นบริวารของจำเลย นางอุไรยื่นคำร้องคัดค้านว่าตนเช่ามา เข้าอยู่ในห้องพิพาทโดยอำนาจของนางอุไร แม้จำเลยจะเป็นสามีนางอุไรแต่ก็ได้จดทะเบียนขาดจากสามีภรรยาก่อนศาลพิพากษาตามยอมในคดีนี้ คำพิพากษาย่อมไม่ผูกพันตน ศาลแพ่งไต่สวนแล้วเห็นว่านายถนัดจำเลยและนางอุไรดำเนินการหลบเลี่ยงการบังคับคดี โดยเปลี่ยนตัวกันสู้และเห็นว่าการทำสัญญาเช่ารายนี้ในขณะที่นางถนัดจำเลยอยู่กินเป็นสามีภรรยากับนางอุไร การทำสัญญานั้นนางอุไรทำแทนจำเลย เหตุนี้นางอุไรจึงต้องเป็นภรรยาของจำเลย จึงมีคำสั่งให้นางอุไรออกจากห้องพิพาทและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน นางอุไรฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จะปรากฎตามหนังสือสัญญาเช่าห้องพิพาทว่านางอุไรผู้คัดค้านมีชื่อเป็นผู้เช่าก็ดี แต่ขณะนั้นนางอุไรกับนายถนัดจำเลยเป็นสามีภรรยากันและอยู่ในห้องพิพาท เวลามาทำหนังสือเช่านายถนัดจำเลยก็มาด้วยและลงชื่อเป็นพยานในสัญญา เมื่อคราวศาลเรียกนายถนัดจำเลยและนางอุไรมาสอบในคดีแดงที่ ๗๒๒/๒๔๙๓ นางอุไรทราบแต่ไม่มา คงมาแต่นายถนัด ๆ ก็แถลงว่าตนกับนางอุไรภรรยาอยู่ในห้องโดยตนเช่าห้องพิพาทมาจากนางเจิม ยิ่งกว่านั้นเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้และได้ทำยอมให้จำเลยเป็นผู้เช่าต่อไปอีก เพียง ๒ ปีนั้น นางอุไรก็ทราบ ระหว่างนั้นนางอุไรยังได้นำค่าเช่ามาชำระให้โจทก์ด้วย ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นชัดว่านางอุไรยอมถือว่านายถนัดจำเลยเป็นผู้เช่าห้องพิพาท นางอุไรย่อมตกเป็นบริวารของนายถนัดจำเลย ที่นางอุไรอ้างว่าหย่าขาดกับนายถนัดจำเลยแล้วนั้น ได้ความว่านางอุไรและจำเลยอยู่ในห้องพิพาทตลอด จำเลยเพิ่งออกไปเมื่อตรวจถูกศาลบังคับให้ออก แต่ก็คงไปมาหาสู่ ทั้งนี้ส่อให้เห็นว่าที่อ้างว่าหย่าขาดกันนั้นเป็นเพียงโล่ห์บังหน้าเพื่อหลบเลี่ยงการบังคับ ฎีกานางอุไรฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2498 นางบุญล้อม หีปสุวรรณ โจทก์ นายถนัด อินทร์อร่าม จำเลย นางอุไร แก้วผลิก ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญล้อม หีปสุวรรณ · จำเลย - นายถนัด อินทร์อร่าม · ผู้คัดค้าน - นางอุไร แก้วผลิก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ · ดุลยพากย์สุวมัณฑ์ · มนูกิจวิมลอรรถ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายใจ นาคเสวี · ศาลอุทธรณ์ - หลวงอรรถไพศาลศุรดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 6/2475ฎีกา 3219/2534ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2345/2540ฎีกา 2572/2541ฎีกา 6911/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 4879/2533ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2520/2544ฎีกา 9188/2538ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา