⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1783/2499

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2499

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวภายหลัง พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2496 ใช้บังคับ ไม่ทำให้บุคคลนั้นขาดจากสัญชาติไทยโดยทันที. คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองมีหน้าที่เพียงพิจารณาและลงมติเรื่องพิสูจน์สัญชาติ การแจ้งคำสั่งให้ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งโจทก์สามารถฟ้องกรมตำรวจได้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าโจทก์เกิดในประเทศไทยมีสัญชาติเป็นไทยให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ออกไปนอกราชอาณาจักรไทย จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวเกิดในประเทศจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยมิได้รับอนุญาต ประเด็นจึงมีว่าโจทก์เป็นคนสัญชาติไทยโดยเกิดในประเทศไทยจริงหรือไม่ ส่วนข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เคยรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวย่อมขาดจากสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) 2496 นั้น เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเนื่องจากมี ก.ม.ซึ่งเพิ่งออกใช้ภายหลังฟ้องจะเท็จจริงประการใดจึงยังไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ คณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งโดย พ.ร.บ. คนเข้าเมืองไม่ใช่บุคคลอันสังกัดขึ้นอยู่กับกรมตำรวจก็ตามมีหน้าที่เพียงพิจารณาและลงมติเกี่ยวกับเรื่องร้องขอพิสูจน์สัญชาติเท่านั้น ส่วนการที่มีหนังสือหรือคำสั่งแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองอันสังกัดอยู่กับกรมตำรวจ โจทก์ย่อมฟ้องกรมตำรวจได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.182 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ที่สั่งให้โจทก์เดินทางออกนอกราชอาณาจักร และมีคำสั่งแสดงว่าโจทก์เป็นคนไทย มีสัญชาติไทย จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์เป็นคนต่างด้าวเกิดในประเทศจีน เชื้อชาติจีน และสัญชาติจีน โจทก์เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมืองที่ใช้ในขณะนั้น ทั้งยังต่อสู้ในข้อ ก.ม.โดยสรุปว่าโจทก์ถูกเจ้าพนักงานสั่งให้ออกไปนอกราชอาณาจักรไทยแล้ว โจทก์ได้ทราบคำสั่งแล้วไม่คัดค้านคำสั่งนี้ต่อคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองภายในกำหนด ๔๘ ชม. คำสั่งของเจ้าพนักงานจึงเป็นยุติโจทก์ฟ้องเพิกถอนไม่ได้ ซึ่งโจทก์ก็ได้คัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานแต่เจ้าพนักงานคงไม่เชื่อตามข้ออ้างของโจทก์ ถึงหากโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไทยสิทธิของโจทก์ก็ถูกกระทบกระเทือนโดยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองอันไม่ใช่บุคคลซึ่งสังกัดขึ้นอยู่กับกรมตำรวจ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องกรมตำรวจเป็นจำเลย นอกจากข้อต่อสู้ดังกล่าวแล้ว ระหว่างพิจารณาโจทก์ได้เบิกความเป็นพยานว่าโจทก์เคยได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวมาแล้ว จำเลยจึงยื่นคำแถลงขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์ขาดจากสัญชาติไทยและให้ยกฟ้องตาม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งให้เพิ่มตาม ม.๑๖ ทวิ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. ๒๔๙๕ ด้วยอีกประการหนึ่ง ศาลแพ่งพิจารณาแล้วพิพากษาแสดงว่าโจทก์เกิดในประเทศไทย มีสัญชาติเป็นไทย ส่วนข้อ ก.ม. ที่จำเลยหยิบยกขึ้นต่อสู้ทุกข้อศาลแพ่งไม่รับฟัง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ข้อ ก.ม. ที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีรวม ๒ ข้อคือ ๑. ให้ศาลหยิบยกประเด็นตามคำแถลงของจำเลยที่ให้ชี้ขาดว่าโจทก์ขาดสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖ ขึ้นวินิจฉัย เพราะตัวโจทก์เองเบิกความว่าโจทก์เป็นคนมีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าง ซึ่งประเด็นข้อนี้ศาลอุทธรณ์มิได้ยกขึ้นวินิจฉัย ข้อศาลฎีกาเห็นว่าขณะฟ้องคดีนี้ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖ ยังไม่ได้ใช้ เพิ่มประกาศใช้ขึ้นภายหลัง และที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อให้ศาลแสดงว่าโจทก์เกิดในประเทศไทยมีสัญชาติเป็นไทย ให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้โจทก์ออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ประเด็นจึงมีว่าโจทก์เป็นคนสัญชาติไทย โดยเกิดในประเทศไทยจริงหรือไม่ ส่วนข้อที่ว่าโจทก์เคยรับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวย่อมขาดจากสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๔๙๖ นั้นเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเนื่องจากมี ก.ม. ซึ่งเพิ่งออกใช้ภายหลังฟ้อง จะจริงเท็จประการใดจึงยังไม่เป็นประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ ๒. คัดค้านว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องกรมตำรวจเป็นจำเลยในคดีนี้อ้างว่าสิทธิของโจทก์ได้รับกระทบกระเทือนโดยมติของคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งโดย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ไม่ใช่บุคคลอันสังกัดขึ้นอยู่กับกรมตำรวจ และหนังสือที่สั่งให้โจทก์เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรไทยก็อาศัยมติของคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง ไม่ใช่คำสั่งของกรมตำรวจ จึงไม่มีอำนาจฟ้องกรมตำรวจ ข้อนี้เห็นว่าคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมืองมีหน้าที่เพียงพิจารณาและลงมติเกี่ยวกับเรื่องร้องขอพิสูจน์สัญชาติเท่านั้น ส่วนการที่มีหนังสือหรือคำสั่งแจ้งให้โจทก์ทราบเพื่อให้โจทก์ออกไปนอกราชอาณาจักรนั้น เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมือง อันสังกัดอยู่กรมตำรวจ โจทก์ย่อมฟ้องกรมตำรวจได้ ข้อ ก.ม.ที่จำเลยฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นอันตกไป ส่วนฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นคนมีสัญชาติไทยดังฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีทั้งพยานบุคคลและเอกสารฟังได้ว่าโจทก์เกิดในราชอาณาจักรไทย มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1783/2499 นายเช็งจั้ว แซ่เตียว โจทก์ กรมตำรวจโดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเช็งจั้ว แซ่เตียว · จำเลย - กรมตำรวจโดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ · ดุลยพากย์สุวมัณฑ์ · มนูกิจวิมลอรรถ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายยุ้ย อาตมียะนันท์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงวิชัยนิตินาท
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา