คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2499
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อจำเลยตกอยู่ในภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง หากจำเลยจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายนั้น และการกระทำนั้นไม่เกินกว่ากรณีแห่งสัตย์ส่วน
ย่อคำพิพากษา
ได้ความว่าผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายบิดจำเลย ๆ เข้าห้ามโดยไม่มีอาวุธติดตัว ผู้ตายตามไปจะทำร้ายจำเลย จนจำเลยถอยหนีไปจนมุมไม่มีทางหนีไปอีกแล้วพอดีจำเลยพบมีดวางอยู่ จึงเอามีดกวัดแกว่งและร้องห้ามผู้ตายไม่ให้เข้ามา ผู้ตายยังขืนเข้าไปจึงถูกมีดที่หน้าผาก ผู้ตายไม่ล้มเอามือซ้ายปิดท้ายทอยส่วนมือขวายังถือมีดเงื้อง่าอยู่ จำเลยเอามีดเหวี่ยงไปอีกทีหนึ่งถูกท้ายทอยแล้วโดดหนี ผู้ตายอยู่ต่อมา 5-6 วันก็ตายเพราะบาดแผลนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้วินิจฉัยเป็นการป้องกันชีวิตพอสมควรแก่เหตุ เพราะการกระทำของจำเลยทั้ง 2 ครั้งเป็นการกระทำต่อเนื่องในขณะเดียวกัน การที่ผู้ตายถูกฟันครั้งแรก จะให้จำเลยซึ่งอยู่ในฐานะเช่นนั้นคาดหมายว่าผู้ตายได้รับบาดเจ็บเพียงไรและจะหวนกลับมาทำร้ายอีกหรือไม่ย่อมไม่ได้และที่จำเลยเหวี่ยงมีดไปยังท้ายทอยอีก 1 ทีเป็นการกระทำเพื่อให้โอกาสจำเลยหลีกพ้นจากภัยอันผู้ตายเป็นผู้ก่อแล้ว.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยฆ่านายต่วน ผาเพชรถึงแก่ความตายโดยเจตนา ขอให้ลงโทษ
จำเลยให้การต่อสู้ว่าได้กระทำไปโดยการป้องกันตัวไม่เกินกว่าเหตุไม่เป็นผิดดังโจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลจังหวัดเขียวฟังว่าการที่จำเลยเอามีดฟันผู้ตายครั้งที่ ๒ ที่ท้ายทอยไม่เรียกว่าป้องกันตัว พิพากษาว่าจำเลยผิดตาม ก.ม.อาญา ม.๒๕๙ จำคุกไว้ ๑๕ ปี ลดตาม ม.๕๙ ๑ ใน ๓ เหลือ ๑๐ ปี
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันชีวิตสมควรแก่เหตุตาม ก.ม.อาญา ม.๕๐ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาคดีนี้แล้วเห็นว่านายต่วนผู้ตายเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน นายต่วนเตะต่อยนายแหล่บิดาจำเลยจนล้มลงไปแล้วยังไม่พอจะเอามีดแทงอีก พอจำเลยซึ่งไม่มีอาวุธเลยวิ่งมาห้าม นายต่วนก็ตามไปจะทำร้ายจำเลยซึ่งจำเลยได้พยายามถอยหนีไปจนติดกอไผ่ไม่มีทางจะไปอีกแล้ว พอดีที่กอไผ่มีมีดวางอยู่เล่มหนึ่ง จำเลยจึงเอามีดนั้นกวัดแกว่งเพื่อป้องกันและร้องห้ามนายต่วน ๆ ก็ยังขืนเข้าไปจะแทงจำเลย นายต่วนจึงถูกมีดจำเลยแกว่งป้องกันตัว ๑ ที เมื่อถูกมีดครั้งแรกแล้ว นายต่วนไม่ได้ล้มเป็นแต่หันหลังเอามือซ้ายปิดท้ายทอยส่วนมือขวายังถือมีดเงื้อง่าอยู่ จำเลยจึงเอามีดเหวี่ยงไปอีก ๑ ทีแล้วโดดหนี การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำต่อเนื่องในขณะเดียวกัน แม้เมื่อถูกฟันครั้งแรกแล้วนายต่วนจะหันหลังกลับ นายต่วนก็ยังถือมีดกุมหน้าผากอยู่ บุคคลที่อยู่ในฐานะอย่างจำเลยย่อมไม่อาจรู้ได้ว่านายต่วนได้รับบาดเจ็บเพียงไร และจะหวนกลับมาทำร้ายจำเลยอีกได้หรือไม่ การที่จำเลยเหวี่ยงมีดไปยังท้ายทอยนายต่วนอีก ๑ ทีจึงเป็นการทำเพื่อให้โอกาสจำเลยหลีกพ้นไปจากภัยอันตรายอันนายต่วนเป็นผู้ก่อขึ้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ
ทั้งได้ความตามคำเบิกความของนายนุยแพทย์ผู้ชัณสูตรพลิกศพนายต่วนว่าแผลที่ท้ายทอยนั้นเป็นแผลตื้น ๆ ไม่อาจทำให้นายต่วนตายได้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ควรมีผิดดังโจทก์ฟ้อง และด้วยเหตุนี้จึงพิพากษายืน ให้ยกฎีกาของโจทก์เสีย.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2499
อัยการจังหวัดภูเขียว โจทก์
นายหลวย ผามะนาว จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการจังหวัดภูเขียว · จำเลย - นายหลวย ผามะนาว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ · ธรรมบัณฑิต · ดุลยกรณ์พิทารณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดภูเขียว - นายยง โรจน · ศาลอุทธรณ์ - นายจิตต์ นิวาศะบุ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา