⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 559/2501

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2501

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การฟ้องคดีแพ่งเรียกทรัพย์คืนเพราะเหตุผู้รับเนรคุณ ไม่จำเป็นต้องบรรยายถ้อยคำหมิ่นประมาทที่กล่าวอ้าง 2. เจ้าของร่วมแต่ผู้เดียวมีสิทธิฟ้องขอถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับเนรคุณในทรัพย์ส่วนของตนได้ 3. หากศาลล่างยกฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเป็น ศาลฎีกาจะพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างและให้ดำเนินการพิจารณาใหม่

ย่อคำพิพากษา

คำฟ้องคดีแพ่งเรียกทรัพย์คืนอ้างว่าผู้รับเนรคุณโดยกล่าวหมิ่นประมาทผู้ให้นั้น ไม่จำต้องบรรยาถ้อยคำหมิ่นประมาทก็นำสืบได้ เจ้าของร่วมแต่ผู้เดียวก็อาจฟ้องขอถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับเนรคุณได้ในทรัพย์ส่วนที่เป็นของตน เมื่อศาลล่างพิจารณายกฟ้องโดยยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงซึ่งจำต้องฟังเมื่อวินิจฉัยคดี ศาลฎีกาย่อมยกคำพิพากษาศาลล่างและให้ดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.302 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.531 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.533 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1359

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ซึ่งเป็นสามีภรรยากันฟ้องเรียกที่ดินที่โอนให้แก่จำเลยไปแล้วกลับคืนอ้าว่าจำเลยประพฤติเนรคุณโดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยกล่าววาจาหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง และด่าบรรพบุรุษของโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทั้งจำเลยยังบังอาจมีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ที่ ๒ ให้ย้ายเรือนออกไปจากที่ดินนั้น มิฉะนั้นจะฟ้องขับไล่ จำเลยต่อสู้ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยไม่แสดงให้แจ้งชัดว่าจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ว่าอย่างไร ต่อโจทก์คนใด ณ สถานที่ใด และว่าผู้ให้กรรมสิทธิ์ที่ดินคืนโจทก์ที่ ๑ กับนางอนงค์เป็นเจ้าของรวมกัน การเรียกเอาทรัพย์คืนต้องกระทำร่วมกัน โจทก์ที่ ๑ ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกคืนโดยลำพังคนเดียว อนึ่งจำเลยเคยเถียงกับโจทก์บ้าง แต่ไม่ถึงกับหมิ่นประมาท และพนักงานสอบสวนได้ประนีประนอมให้เลิกกันแล้ว ถือได้ว่าผู้ให้ได้อภัยแก่ผู้รับในเหตุเนรคุณนั้นแล้ว จึงไม่อาจถอนคืนการให้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ผู้ให้ได้อภัยแก่ผู้รับในเหตุเนรคุณแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องไม่เคลือบคลุม เพราะเป็นคดีแพ่ง ถ้อยคำหมิ่นประมาทไม่ต้องบรรยายไว้ก็ นำสืบได้ ไม่เหมือนฟ้องอาญา ส่วนที่โจทก์ที่ ๑ ได้ให้อภัยแก่จำเลยอย่างใดและจำเลยได้ด่าโจทก์ที่ ๑ หรือไม่ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เพราแสดงสภาพแห่งข้อหาแจ้งชัดและจำเลยเข้าใจดีจึงได้ให้การต่อสู้ไว้โดยละเอียด อนึ่งถ้าคดีฟังได้ว่าจำเลยเนรคุณต่อโจทก์ที่ ๑ จริง โจทก์ที่ ๑ ก็ยังมีสิทธิถอนคืนการให้เฉพาะส่วนที่เป็นของตนได้ ส่วนที่จำเลยว่าโจทก์ให้อภัยการเนรคุณของจำเลยแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ปรากฎว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ตกลงอะไรด้วย และไม่ปรากฎว่าจำเลยได้กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์หรือไม่อย่างไร ศาลจำต้องฟ้องคำพยานทั้งสองฝ่ายในข้อนี้ก่อน จึงพิพากษายืนศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 559/2501 นางสมบุญ จามรวรรณ ที่ 1 นายฉันท์ จามรวรรณ ที่ 2 โจทก์ นายสมเกียรติ แก้วสถิตย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความ1 - นางสมบุญ จามรวรรณ ที่ · โจทก์ - นายฉันท์ จามรวรรณ ที่ 2 · จำเลย - นายสมเกียรติ แก้วสถิตย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยการณ์โกวิท · นนทปัญญา · ดุลยทัณฑ์ชนาณัติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสระบุรี - นายกำจร ปัทมานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงอนุสสรนิติสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 272/2490ฎีกา 8735/2542ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2224/2528ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1510/2520ฎีกา 1746/2511ฎีกา 3827/2542ฎีกา 674/2549ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537ฎีกา 6565/2544ฎีกา 5285/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา