⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 392/2502

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2502

ป.พ.พ. ม.681, 1675 · พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ม.24

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นิติบุคคลเข้าค้ำประกันหนี้ในอนาคตที่บุคคลอื่นอาจก่อขึ้น ถือเป็นการค้ำประกันตามกฎหมายที่บัญญัติให้ประกันได้ และนิติบุคคลนั้นต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

ย่อคำพิพากษา

ข้อความในวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนของสำนักงานจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลมีว่า "รับประกันผู้ต้องหาชั้นสอบสวนและประกันจำเลยชั้นศาล, และประกันตัวบุคคลตามกฎหมายบัญญัติไว้" นั้นคำว่า "ประกันตัวบุคคลตามกฎหมายบัญญัติไว้" ย่อมหมายความว่าเป็นการประกันตามที่มีกฎหมายบัญญัติให้ประกันได้ เมื่อกรณีที่โจทก์ฟ้องเป็นการที่จำเลยเข้าค้ำประกันตัวบุคคลในการที่จะไปก่อความเสียหายให้กับโจทก์ กล่าวคือเป็นการประกันหนี้ในอนาคตที่บุคคลนั้นอาจไปก่อขึ้น ซึ่งมี ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรค 2 บัญญัติไว้ให้ประกันได้ จำเลยก็ต้องรับผิดในฐานที่ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันตามนั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.106 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.110 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.114 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.681 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1675 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2493 ม.24

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.106 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.110 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.114 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.681 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างทำเลยที่ ๑ เข้าทำงานในบริษัทโจทก์ในฐานะเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ทำสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ไว้โดยยอมรับผิดชอบต่อโจทก์เป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ว่าจำเลยที่ ๑ จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นลูกจ้างของโจทก์ด้วยความซื่อสัตย์ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้เก็บเงินจากลูกค้าต่าง ๆ ของโจทก์แล้วไม่นำมาชำระให้โจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินแก่โจทก์ ๒๗,๐๐๐ บาท ๒๕ สตางค์ กับดอกเบี้ย ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ใช้หรือไม่อาจบังคับเอกได้ ก็ให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ร่วมกันใช้เงินรายนี้แก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ต่อสู้ว่า เงิน ๑๙,๘๒๕.๒๕ บาท จำเลยเก็บจากลูกค้าที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วถูกผู้ร้ายแย่งชิงไป ส่วนเงินอีก ๒ ราย รวม ๗,๑๘๕.๕๐ บาท จำเลยกำลังค้นหาหลักฐาน การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นเรื่องลูกจ้างงาน เงิน ๑๙,๘๒๕.๒๕ บาท นั้น กรรมสิทธิ์ อยู่กับโจทก์ จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้รับมอบหมายให้เป็นผู้ครอบครอง แทนโจทก์เท่านั้น ที่ถูกผู้ร้ายแย่งชิงนั้น จำเลยที่ ๑ ก็มิได้เลินเล่อและไม่สามารถจะป้องกันได้ จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ต่อสู้ว่า ไม่ได้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ในหน้าที่เก็บเงิน และไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๒ การที่จำเลยที่ ๑ ไปเก็บเงินลูกค้าที่จังหวัดลำปางเป็นการนอกหน้าที่ผิดวัตถุประสงค์ที่จำเลยที่ ๒ ค้ำประกัน ศาลแพ่งฟังว่า จำเลยที่ ๑ เก็บเงินจากลูกค้าของโจทก์รวม ๒๖,๙๐๑.๒๕ บาท แล้วไม่ส่งมอบแก่โจทก์ ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ ๒ นั้น ศาลแพ่งพิจารณาว่ามี ๒ ประเด็น ข้อต้น การที่จำเลยที่ ๒ โดยผู้จัดการคือจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์เป็นการที่อยู่ในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๒ ข้อที่ ๒ โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่ และให้ไปเก็บเงินหนี้ที่จังหวัดลำปางไม่เป็นการนอกหน้าที่ผิดวัตถุประสงค์ที่จำเลยที่ ๒ ค้ำประกัน จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันสำหรับจำเลยที่ ๓ นั้นได้ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นผู้จัดการสำนักงาน จ.ฟ.ล. จำเลย ที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ไม่ได้ทำในฐานะส่วนตัวจึงไม่ต้องรับผิด ศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินแก่โจทก์รวม ๒๖,๙๐๑ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ใช้ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้แทนจนครบ ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๓ จำเลขที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาข้อความในวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนของสำนักงาน จ.ฟ.ล. จำเลยที่ ๒ ซึ่งมีว่า "รับประกันผู้ต้องหาชั้นสอบสวนและประกันจำเลย ชั้นศาล และประกันตัวบุคคลตามกฎหมายบัญญัติไว้" แล้ว เห็นว่า การประกันตัวจำเลยที่ ๑ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๓ ทำนอกเหนือเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิด ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ ผู้พิพากษาอุทธรณ์นายหนึ่งมีความเห็นแย้งว่า ควรพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นว่าการประกันรายนี้ไม่ใช่อยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๒ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นสำคัญแห่งคดีมีว่า กระประกัน รายนี้อยู่นอกวัตถุที่ประสงค์ของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ข้อความสำคัญในวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียน ของจำเลยที่ ๒ มีอยู่ว่า" ประกันตัวบุคคลตามกฎหมายบัญญัติไว้" ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าต้องตีความว่าเป็นการประกันตามทีมีกฎหมายบัญญัติให้ประกันกันได้ กรณีที่โจทก์ฟ้องนี้ เป็นการประกันตัวบุคคลในการที่ไปก่อนความเสียหายให้กับโจทก์ กล่าวคือเป็นการประกันหนี้ในอนาคตที่บุคคลนั้นอาจไปก่อขึ้น ซึ่งได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ประกันกันไว้ ดังที่ปรากฏใน ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๑ วรรค ๒ ศาลฎีกาพิจารณาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2502 บริษัท แองโกลไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยนายอาร์ อาร์ แม๊บสัน ผู้รับมอบอำนาจ โจทก์ นายสมพร ภู่เรืองหงษ์ที่ 1 สำนักงาน จ.ฟ.ล. โดยนางปรีดา ฟอลเล็ต ผู้จัดการที่ 2 นางปรีดา ฟอลเล็ต ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความจำกัด - บริษัท แองโกลไทยคอร์ปอเรชั่น · โจทก์ - โดยนายอาร์ อาร์ แม๊บสัน ผู้รับมอบอำนาจ · 2 - นายสมพร ภู่เรืองหงษ์ที่ 1 สำนักงาน จ.ฟ.ล. โดยนางปรีดา ฟอลเล็ต ผู้จัดการที่ · จำเลย - นางปรีดา ฟอลเล็ต ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประมูล สุวรรณศร · จำรูญเนติศาสตร์ · ดุลยทรรศน์ปฏิภาณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายธงไชย จาตุรงคกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายเย็น มีเมศกุล, นายสอาด นาวี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1800/2511ฎีกา 2283/2528ฎีกา 4610/2534ฎีกา 1807/2505ฎีกา 553/2510ฎีกา 1557/2524ฎีกา 3855/2536ฎีกา 1992/2492ฎีกา 1268/2555ฎีกา 9029/2547ฎีกา 868/2506ฎีกา 2029/2541ฎีกา 1308/2511ฎีกา 7125/2568ฎีกา 5025/2537ฎีกา 2109/2531ฎีกา 419/2532ฎีกา 548/2505ฎีกา 320/2547ฎีกา 1251/2498ฎีกา 702/2486ฎีกา 570/2507ฎีกา 5143/2545ฎีกา 892/2486
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา