⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 780/2502

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 780/2502

ย่อคำพิพากษา

เหตุหย่าในข้อจงใจละทิ้งร้างเกินกว่า 1 ปีนั้น ตราบใดที่ยังทิ้งร้างกันอยู่ ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขอหย่าได้ ไม่ขาดอายุความ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 10/2502) คดีก่อน ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยอ้างเหตุว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมในข้อที่กล่าวหาว่าจำเลยร้องเรียนต่อกรมมหาดไทย เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ และที่ว่าจำเลยลงใจละทิ้งร้างโจทก์นั้น ในฟ้องไม่กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อใด ทิ้งร้างไปเมื่อใด โดยยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อโต้เถียงเรื่องการหย่าเลย โจทก์ฟ้องคดีหลังกล่าวหาว่าจำเลยร้องเรียนต่อกรมมหาดไทย และร้องเรียนต่อสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายอันเป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันและว่าจำเลยจงใจทิ้งร้างโจทก์เป็นเวลากว่า 1 ปี เป็นคนละประเด็น คนละเหตุไม่เป็นฟ้องซ้ำ กล่าวฟ้องว่า จำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไป ย่อมแสดงความหมายอยู่ในตัวแล้ว ไม่จำต้องกล่าวว่ากระทำการอย่างใด อันได้ชื่อว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้าง ฟ้องเช่นนี้ไม่เคลือบคลุม เมื่อปรากฏว่า โจทก์เองก็ไม่ต้องการจะให้จำเลยมาอยู่ร่วมกับโจทก์ โจทก์จะกลับมาฟ้องขอหย่าโดยอ้างเหตุว่าจำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์หาได้ไม่ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอหย่าจำเลยตามข้ออ้างเช่นว่านี้ โจทก์ฟ้องขอหย่าอ้างเหตุว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน แต่ปรากฏว่า เป็นเรื่องเกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมกัน โจทก์จะอ้างเหตุที่ว่านั้นมาเป็นข้อฟ้องหย่าหาได้ไม่ เพราะผลของสัญญาประนีประนอมนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1500 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1509

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันหลายประการ และจำเลยลงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๔๙๖ ตลอดมาถึงวันฟ้องได้ ๒ ปี ๔ เดือนเศษ โจทก์ได้ฟ้องขอหย่ามาครั้งหนึ่ง แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแดงที่ ๑๕๓๕/๒๔๙๘ และว่าจำเลยไม่เคยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์ จำเลยไม่ได้จงใจละทิ้งร้าง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่อาจทราบได้ว่า โจทก์อาศัยเหตุไหนเป็นเหตุหย่า และเหตุหย่าที่โจทก์อ้างปรากฏว่า โจทก์ทราบเรื่องเกิน ๓ เดือน แล้วคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลแพ่งฟังว่า จำเลยละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า ๑ ปี และการทิ้งร้างไปนี้เป็นความผิดของจำเลยเป็นส่วนใหญ่ การทิ้งร้างได้เกิดต่อเนื่องกันมา คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากับโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ในปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำ ได้ความว่า คดีก่อนศาลแพ่งพิพากษายกฟ้อง โจทก์โดยอาศัยเหตุที่ว่า ฟ้องโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา เป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะไม่กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อใด ทิ้งร้างไปเมื่อใด หาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อโต้เถียง เรื่องการหย่าอย่างใดไม่ แต่ฟ้องของโจทก์คดีหลังนี้ กล่าวหาว่า จำเลยร้องเรียนต่อกรมมหาดไทย และร้องเรียนต่อสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเห็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน และจำเลยจงใจทิ้งร้างโจทก์เป็นเวลากว่า ๑ ปี เป็นคนละประเด็น คนละเหตุ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ในปัญหาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การกล่าวว่าจำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไป ย่อมแสดงความหมายอยู่ในตัวแล้ว ไม่จำต้องกล่าวว่า กระทำการอย่างใดอันได้ชื่อว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้าง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมดังจำเลยอ้าง ในปัญหาเรื่องอายุความซึ่งจำเลยฎีกาว่า เหตุหย่าเรื่องจงใจละทิ้งร้างนั้น โจทก์ทราบดี และมิได้ฟ้องร้องในกำหนด ๓ เดือน คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เรื่องจงใจละทิ้งร้างนั้น ตราบใดที่ยังทิ้งร้างกันอยู่ ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขอหย่าได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เองก็ไม่ต้องการจะให้จำเลยมาอยู่ร่วมกับโจทก์เมื่อเช่นนี้แล้ว โจทก์จะกลับมาฟ้องขอหย่าโดยอ้างเหตุว่าจำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์ย่อมไม่ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอหย่าจำเลยตามข้ออ้างที่กล่าวนี้ได้ ส่วนข้ออ้างที่ว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันหลายประการนั้น เป็นเรื่องเกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมกัน ผลของสัญญาประนีประนอมนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้น ระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๒ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่มีเหตุที่จะขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยทีอ้างมาในฟ้อง พิพากษากลับศาลอุทธรณ์ โดยให้ยกฟ้องโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 780/2502 นายกระจ่าง บุญอาจ โจทก์ นางบุญธรรม เสนากุล (หรือบุญอาจ) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกระจ่าง บุญอาจ · จำเลย - นางบุญธรรม เสนากุล (หรือบุญอาจ)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวน สิงหลกะ · มนูภันย์วิมลสาร · สารรักษ์ประนาท
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเสรี ลิมปนันทน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยง เหลืองรังษี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 272/2490ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 6105/2531ฎีกา 2460/2517ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา