⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1506/2503

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1506/2503

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลเจ้าเป็นที่กุศลสถานที่รัฐเป็นผู้จัดการปกครองและตรวจตรา ไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงไม่มีอำนาจฟ้องห้ามผู้อื่นครอบครองห้องพิพาทของศาลเจ้า. อำนาจฟ้องเกี่ยวกับศาลเจ้าเป็นของผู้จัดการปกครองศาลเจ้า.

ย่อคำพิพากษา

ศาลจ้าวเป็นที่กุศลสถานประเภทหนึ่งตามกฎเสนาบดีกระทรวงนครบาลและกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 15 มีนาคม 2463 ออกตามความในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา123 ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้จัดการปกครองและและตรวจตราสอบส่องอยู่โดยเฉพาะ หาใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงหามีอำนาจฟ้องห้ามมิให้ผู้อื่นครอบครองห้องพิพาทของศาลจ้าวได้ไม่. ตามกฎเสนาบดีกระทรวงนครบาลว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลจ้าว ข้อ 14 ก. อำนาจฟ้องเกี่ยวด้วยเรื่องศาลจ้าวทุกประการเป็นของผู้จัดการปกครองศาลจ้าว และตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 123 เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองมีหน้าที่เพียงคอยตรวจตราอุดหนุนผู้ปกปักรักษาวัดหรือกุศลสถานอย่างอื่นเท่านั้นการที่กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้มีชื่อเป็นของในโฉนดก็ตาม เป็นผู้มีชื่อเป็นคู่สัญญากับผู้ทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณศาลจ้าวในหนังสือสัญญาก็ตาม ก็เป็นการกระทำแทนและในนามศาลจ้าวซึ่งมีผู้จัดการปกครองศาลจ้าวเป็นผู้มีอำนาจฟ้องอยู่แล้วตามกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้หาได้ไม่. (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4/2503)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2495 ม.37 พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม.123

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณศาลจ้าวแม่ประดู่กับกรมพระนครบาลเพื่อปลูกสร้างตึกให้เช่ามีกำหนด ๒๕ ปี เมื่อครบกำหนด ๒๕ ปี จำเลยยอมมอบตึกที่ปลูกสร้างให้เป็นกรรมสิทธิ์ของศาลจ้าวแม่ประดู่และในระหว่างสัญญาเมื่อจำเลยก่อสร้างเสร็จจำเลยจะส่งรายการค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างตึกไว้ศาลาว่าการนครบาล และเมื่อจำเลยเก็บรายได้จากตึกที่ก่อสร้างในปีหนึ่งมากน้อยเท่าใด ให้หักดอกเบี้ยในเงินทุนเสียก่อนชั่งละ ๕๐ สตางค์ต่อเดือน หักแล้วเหลือเงินเท่าใด จำเลยยอมแบ่งรายได้ที่เหลือให้แก่ศาลจ้าวร้อยละ ๕ ทุกปี จำเลยได้ทำการก่อสร้างตึกสองชั้น ๓ ห้อง เสร็จเรียบร้อย พ.ศ. ๒๔๗๕ และให้เช่าหาผลประโยชน์ตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้ แต่จำเลยฝ่าฝืนข้อสัญญาหลายครั้ง สัญญาเช่าระหว่างกรมพระนครบาลกับจำเลยได้สิ้นอายุแล้วเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๐๐ ตึกแถว ๓ ห้องจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของศาลจ้าวแม่ประดู่ตามสัญญา โจทก์ได้แจ้งให้เลิกการเช่าแล้วจำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาล ๑.พิพากษาห้ามมิให้จำเลยครอบครองตึกพิพาท ๒.ให้จำเลยส่งรายการค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างตึก ๓.ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธฟ้อง วันชี้สองสถาน ศาลสอบโจทก์ที่ ๓ ว่าได้ฟ้องจำเลยในข้อหาเดียวกันกับห้องพิพาท ๓ ห้อง และเรียกค่าเสียหายตามสำนวนคดีดำที่ ๑๖๒๖/๒๕๐๐ จริงหรือไม่ โจทก์ที่ ๓ แถลงรับว่าจริง ศาลสอบทนายโจทก์ที่ ๑ - ๒ ว่า อาศัยสิทธิอะไรมาฟ้องจำเลยในคดีนี้ ทนายโจทก์แถลงว่าโจทก์ที่ ๑ เป็นคู่สัญญากับจำเลย โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้ดูแลศาลจ้าวแม่ประดู่ทนายโจทก์ที่ ๑ - ๒ แถลงว่า ได้ทราบเรื่องที่โจทก์ที่ ๓ ฟ้องจำเลย ๆ แถลงรับว่า ที่โจทก์แถลงเป็นความจริงและว่าเป็นฟ้องซ้ำ ศาลชั้นต้นไม่สืบพยานและพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับโจทก์ที่ ๓ ไม่ปรากฏว่าได้ฎีกาคัดค้านขึ้นมา จึงไม่ต้องวินิจฉัยถึงข้อฎีกาที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ ๓ โจทก์ที่ ๒ ฟ้องในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดพระนคร ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลจ้าวเป็นที่กุศลสถานประเภทหนึ่งตามกฎเสนาบดีกระทรวงนครบาลและกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๖๓ ออกตามความในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๓ ซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ปกปักรักษา กับทั้งมีผู้จัดการปกครองและตรวจตราสอดส่องอยู่โดยเฉพาะ จึงหาใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ โจทก์ที่ ๒ ไม่มีอำจานฟ้องจำเลยคดีนี้ ตามกฏสนาบดีกระทรวงนครบาลว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลจ้าวข้อ ๑๔ ก. อำนาจฟ้องเกี่ยวด้วยเรื่องศาลจ้าวทุกประการเป็นของผู้จัดการปกครองศาลจ้าวและตามพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๓ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองมีหน้าที่เพื่อคอยตรวจอุดหนุนผู้ปกปักรักษาวัดหรือกุศลสถานอย่างอื่นเท่านั้น การที่โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดก็ตาม เป็นผู้มีชื่อเป็นคู่สัญญากับจำเลยในหนังสือสัญญาก็ตาม ก็เป็นการกระทำแทนและในนามศาลจ้าวซึ่งมีผู้จัดการปกครองศาลจ้าวเป็นผู้มีอำนาจฟ้องอยู่แล้วตามกฎหมาย โจทก์ที่ ๑ จะเป็นโจทก์ฟ้องคดีนี้หาได้ไม่. พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1506/2503 กระทรวงมหาดไทย กับพวก โจทก์ นายกร จาตุรจินดา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กระทรวงมหาดไทย กับพวก · จำเลย - นายกร จาตุรจินดา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัญญา ธรรมศักดิ์ · พิบูลย์ไอศวรรย์ · สุทธิวาทนฤพุฒิ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเกษม ทิพย์จันทร์ · ศาลอุทธรณ์ - หลวงพิทักษ์มนูศาสตร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 162/2512ฎีกา 818/2536ฎีกา 404/2526ฎีกา 108/2545ฎีกา 344/2531ฎีกา 9671/2539ฎีกา 7177/2545ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา