⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1224/2504

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1224/2504

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะอ้างมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เพื่อปฏิเสธการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาของผู้ให้เช่าไม่ได้ หากสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่ผู้ให้เช่าจะพึงได้รับไปตามสัญญา ไม่ใช่สิทธิที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมา

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเช่าที่ดินของผู้ร้องเพื่อปลูกสร้างเป็นโกดังเก็บสินค้าๆ มีเงื่อนไขในสัญญาเช่าว่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกลงเพราะเหตุใดๆ บรรดาสิ่งปลูกสร้างทั้งสิ้นตกเป็นทรัพย์สินของผู้ให้เช่า และมีเงื่อนไขในสัญญาเช่าว่า เมื่อผู้เช่าถูกฟ้องคดีล้มละลาย ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่าได้ ต่อมาจำเลยถูกฟ้องคดีล้มละลาย ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด ผู้ร้องจึงขอยกเลิกสัญญาเช่นรายนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรณีเช่นนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะอ้างมาตรา ม.122 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ปฏิเสธการบอกเลิกสัญญาเช่าของผู้ร้องหาได้ไม่ เพราะความในมาตราดังกล่าวหมายถึงทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมา ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญยาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไป การที่ผู้ร้องใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาเช่าบอกเลิกสัญญานั้น เป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไป หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่ จึงไม่อยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไปเช่นนี้ มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.122

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยได้เช่าที่ดินของผู้ร้องมีกำหนด ๑๕ ปี เพื่อสร้างเป็นโกดังเก็บสินค้าค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท มีเงื่อนไขว่าเมื่อสัญญาเช่าเลิกลงเพราะเหตุใดๆ บรรดาสิ่งปลูกสร้างทั้งสิ้นตกเป็นทรัพย์สินของผู้ให้เช่าทันที ต่อมาศาลแพ่งได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยอันเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ตามสัญญาเช่าข้อ ๑๔ ผู้ร้องจึงบอกเลิกสัญญาเช่ารายนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ปฏิเสธสิทธิของผู้ร้องและถือว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิเลิกสัญญา จึงขอให้ศาลสั่งกลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยืนคำแถลงคัดค้านว่า สัญญาเช่าข้อ ๑๔ ที่ให้เลิกสัญญาได้ในกรณีผู้เช่าถูกฟ้องล้มละลาย นั้น เป็นสิทธิตามสัญญาอันมีภาระเกินกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามนัยแห่งมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจปฏิเสธการบอกเลิกสัญญาได้ ขอให้ยกคำร้อง ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า ผู้ร้องมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าได้ ให้กลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ปฏิเสธการบอกเลิกสัญญาเช่าของผู้ร้องเสีย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความในมาตรา ๑๒๒ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ เห็นได้ชัดแจ้งว่า ทรัพยสิทธิหรือสิทธิตามสัญญาที่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้อันจะปรับเข้าในความหมายของมาตรานี้ได้ คือ ทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมา ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไป การที่ผู้ร้องใช้สิทธิตามข้อตกลงในสัญญาเช่าบอกเลิกสัญญานั้น เป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไป หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่ และย่อมไม่อยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะพิจารณาว่า สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไปเช่นนี้มีภาระเกินควารกว่าประดยชน์ที่จะฟังได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่จะพึงได้ในการที่ผู้ร้องใช้สิทธิตามสัญญาบอกเลิกสัญญาตกได้แก่ผู้ร้องต่างหาก หาใช่ตกได้แก่ลูกหนี้ คือ จำเลยไม่ และเมื่อสิทธิตามสัญญานี้เป็นประโยชน์อันพึงได้แก่ผู้ร้อง มิใช่พึงได้แก่ลูกหนี้ สิทธิตามสัญญานี้ก็ไม่ใช่ของลูกหนี้ แต่เป็นของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะใช้อำนาจยอมรับหรือไม่ยอมรับเอาทรัพย์หรือสิทธิของผู้อื่นมารวมในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ได้อย่างไร ฉะนั้น ตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อ้างถึงความในมาตรา ๑๒๒ ประโยคที่ว่า"มีภาวะเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้" ว่าหมายความรวมถึงสิทธิที่ลูกหนี้จะต้องเสียให้กับผู้อื่นด้วย นั้น จึงหาถูกต้องไม่ ฯลฯ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะอาศัยอำนาจตามมาตรานี้ปฏิเสธการที่ผู้ร้องบอกเลิกสัญญาเช่ารายนี้หาได้ไม่ ฯลฯ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1224/2504 บริษัทธนาคารแห่งเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม จำกัด โจทก์ นายแหยม แซ่เหยี่ยง จำเลย นางกัลยา ณ ระนอง ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทธนาคารแห่งเอเชียเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม จำกัด · จำเลย - นายแหยม แซ่เหยี่ยง · ผู้ร้อง - นางกัลยา ณ ระนอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)การุณย์นราทร · สนิท สุมาวงศ์ · คร้าม สิวายะวิโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายชลัม รุทระวณิช · ศาลอุทธรณ์ - นายกิตติ สีหนนทน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4432/2534ฎีกา 5783/2533ฎีกา 7873/2553ฎีกา 3241/2535ฎีกา 5623/2541ฎีกา 5220/2566ฎีกา 2369/2534ฎีกา 627/2542ฎีกา 8751/2538ฎีกา 6450/2537ฎีกา 2046/2514ฎีกา 425/2548ฎีกา 8220/2540ฎีกา 3788/2549ฎีกา 6748/2541ฎีกา 2376-2378/2532ฎีกา 2134/2518ฎีกา 627-645/2542ฎีกา 8228/2547ฎีกา 4323/2539ฎีกา 2634/2535ฎีกา 1836-1837/2559ฎีกา 990/2509ฎีกา 1289/2514
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา