⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5767/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5767/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินที่ตนไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นไม่ได้ พินัยกรรมนั้นจึงไม่มีผลบังคับ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ 5677 ซึ่งผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้แก่โจทก์ไว้ จำเลยที่ 2ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินโฉนดที่ 5677 เป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. สามีผู้ตาย โดยส.ให้น.ถือกรรมสิทธิ์แทนส. ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกและค่าเช่าบ้านทรัพย์มรดกตามฟ้องหรือไม่เพียงใดย่อมหมายรวมถึงว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ด้วย เพราะหากว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมิได้เป็นของผู้ตายก็ย่อมไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ในตัว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมิได้เป็นมรดกของส. ซึ่งตกทอดแก่จำเลยที่ 2 ผู้ตายไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทซึ่งเป็นของ ส. ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับมรดกและค่าเช่าทรัพย์มรดก จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งตกได้แก่ ส. ผู้ตายไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทผู้ตายจึงทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินซึ่งมิใช่ของตนให้แก่ผู้ใดหาได้ไม่พินัยกรรมซึ่งผู้ตายทำจึงไม่มีผลใช้บังคับนั้น ส. เบิกความไว้ในคดีอาญา สรุปได้ว่า ก่อนที่ผู้ตายจะไปทำพินัยกรรมได้ปรึกษาหารือกับส. ที่บ้านเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สินแก่ทายาท ผู้ตายไปทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ส. จะไปด้วยหรือไม่จำไม่ได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ส. ได้บอกให้จำเลยที่ 2 ทราบว่า มีพินัยกรรมที่ผู้ตายทำไว้ ต่อมา ส. จำเลยที่ 2 โจทก์ และ ก. ไปฟังพินัยกรรม กรณีเป็นที่เห็นได้ว่า ผู้ตายไปทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดที่ 5677 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับพินัยกรรมทั้งสามคนโดย ส. รู้เห็นยินยอมด้วยเมื่อได้มีการอ่านพินัยกรรม ส. ก็มิได้คัดค้านหรือเรียกร้องที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากผู้รับพินัยกรรมทั้งสาม ทั้ง ส. ยังได้สละมรดกของผู้ตายตามหนังสือการสละมรดกอีก จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมาแสดงว่า ส. มีเจตนาสละกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ 5677พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่ผู้ตายตั้งแต่ก่อนที่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแล้ว และเนื่องจากโฉนดที่ดินมีชื่อผู้ตายแต่ผู้เดียว เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ กรณีจึงไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันอีก ผู้ตายจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทและทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนให้แก่โจทก์ได้ โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกและค่าเช่าบ้านทรัพย์มรดกตามฟ้อง ค่าใช้จ่ายในการทำศพผู้ตาย แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเสียค่าใช้จ่ายไป 58,700 บาท แต่จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินประมาณ 30,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ค่าใช้จ่ายในการทำศพผู้ตาย 30,000 บาท นั้น เป็นจำนวนตามสมควรแล้ว สำหรับค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการจัดการมรดกของผู้ตายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันของกองมรดก ซึ่งจำเลยที่ 1 กระทำแทนทายาทอื่นจึงต้องหักค่าจ้างว่าความ 300,000 บาท จากกองมรดกของผู้ตายสำหรับค่าไถ่ถอนจำนองจำเลยที่ 1 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามพินัยกรรมเป็นเงิน 130,000 บาท โจทก์ในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรม จึงต้องรับผิดชอบในการไถ่ถอนจำนองที่ดินตามพินัยกรรม สำหรับค่าซ่อมบ้านพิพาทตามสภาพบ้านพิพาทปลูกสร้างมาเป็นเวลานาน เมื่อมีการซ่อมแซมใหญ่ค่าซ่อมแซมจำนวน 20,000 บาท เป็นจำนวนอันสมควร ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ต้องรับผิดค่าซ่อมแซมบ้านพิพาท 20,000 บาท นั้น ชอบแล้ว จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวเป็นทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายผู้หนึ่งเท่านั้น ทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 แต่อย่างใด โจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรมที่ปรากฏตัวยังไม่ได้รับส่วนได้ตามพินัยกรรมโจทก์ย่อมเรียกร้องทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมได้ตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมตายเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาท และส่งมอบค่าเช่าบ้านพิพาทแก่โจทก์ กับขอให้จำเลยที่ 1แบ่งเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์โดยให้โจทก์รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวด้วยตนเองแม้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่โจทก์ มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1แบ่งเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทได้ถูกเวนคืนไปแล้ว เป็นกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับคดีโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงขอให้บังคับโดยขอรับเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทที่ศาลชั้นต้นอายัดไว้จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ เพราะพฤติการณ์ซึ่งทำให้การโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นอันพ้นวิสัยนั้นเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งเงินค่าทดแทน การจัดการมรดกนั้นเป็นประโยชน์ร่วมกันของกองมรดก โจทก์จึงต้องรับผิดชอบตามส่วนที่โจทก์ได้รับมรดก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.241 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1603 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1612 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1658 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1673 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1739

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นางน้อย แสงประดิษฐ์ ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ยกที่ดินโฉนดที่ 5677 พร้อมบ้านเลขที่ 972, 958 และ 956ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 เด็กชายศักดิ์สิทธิ์ ผดุงชาติ และโจทก์เมื่อปี 2525 นางน้อยตายศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนางน้อยต่อมาปี 2530 ทางราชการได้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อกำหนดเขตสร้างทางพิเศษระบบทางด่วนสายดินแดง - ท่าเรือและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามพินัยกรรมอยู่ในเขตเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว โจทก์ไปให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสอบสิทธิของโจทก์ตามพินัยกรรมและได้ทำเรื่องขอรับเงินค่าทดแทนในการเวนคืนเฉพาะส่วนของโจทก์ต่อการทางพิเศษแห่งประเทศไทย แต่เจ้าหน้าที่แจ้งให้โจทก์ทราบว่าที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์อยู่ ให้โจทก์ไปดำเนินคดีทางศาลนอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังนำบ้านเลขที่ 956 ไปให้บุคคลภายนอกเช่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2530 ตลอดมาในอัตราค่าเช่าเดือนละ2,000 บาท โดยไม่นำค่าเช่าส่งมอบให้แก่โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 956 แก่โจทก์โดยใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดเลขที่5677 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนจำนวน 22 ตารางวา หากไม่โอนขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมบ้านที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์โดยให้โจทก์เป็นผู้รับเงินค่าทดแทนด้วยตนเอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบค่าเช่าบ้าน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะส่งมอบแก่โจทก์ และค่าเช่าต่อไปอีกเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมบ้านแก่โจทก์และจนกว่าจะแบ่งเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางน้อยกับนายสุพจน์ แสงประดิษฐ์ ส่วนโจทก์เป็นหลายของนางน้อย นางน้อยได้ทำพินัยกรรมตามฟ้องโจทก์ เมื่อนางน้อยตาย จำเลยที่ 1 กับนายสุพจน์เป็นผู้จัดการงานศพเสียค่าใช้จ่ายไป 30,000 บาทเศษ ต่อมา จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทราบว่านางจำรัส กสิสิทธิ์ บุตรนางน้อยนำความเท็จมาร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางน้อย จำเลยที่ 1 ด้วยความยินยอมของโจทก์และทายาทจึงว่าจ้างทนายความดำเนินคดีรักษาผลประโยชน์อันเป็นมรดกของนางน้อยทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา รวม 3 คดี เสียค่าใช้จ่าย100,000 บาท ค่าจ้างทนายความ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน300,000 บาท จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินและบ้านตามพินัยกรรมซึ่งนางน้อยได้จำนองไว้ก่อนทำพินัยกรรม เป็นต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 130,000 บาท ได้ซ่อมแซมบ้านเลขที่ 956 เป็นเงิน 20,000 บาททายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมตกลงให้บำเหน็จแก่จำเลยที่ 1 ในการจัดการมรดกเป็นเงิน 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ส่งมอบค่าเช่าบ้านเลขที่ 956 ให้แก่โจทก์ตลอดมา จนกระทั่งเดือนกรกฎาคม 2530บ้านดังกล่าวไม่มีบุคคลใดมาเช่า จึงไม่มีค่าเช่าที่จะส่งมอบให้แก่โจทก์ บ้านดังกล่าวทรุดโทรมมากหากให้เช่าก็ไม่เกินเดือนละ 500 บาทการจัดการมรดกรายนี้ยังไม่เสร็จสิ้นจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านตามพินัยกรรมให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะได้ชำระค่าใช้จ่ายแก่จำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ที่ดินโฉนดที่ 5677เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุพจน์สามีนางน้อยโดยนายสุพจน์ให้นางน้อยถือกรรมสิทธิ์แทน นายสุพจน์ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 หากศาลเห็นว่า ที่ดินโฉนดดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนางน้อยและเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากจำเลยที่ 2 ยังมิได้ประพฤติผิดหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด เพราะยังอยู่ในระหว่างจัดการมรดกหักหนี้ที่จำเลยที่ 2จ่ายทดรองไปและบังคับให้โจทก์ใช้หนี้กองมรดก ซึ่งในการจัดการมรดกจำเลยที่ 2 ทดรองจ่ายค่าจัดการงานศพไป 30,000 บาท และทดรองจ่ายค่าทนายความและค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์กองมรดกตามพินัยกรรม 300,000 บาท และทดรองจ่ายค่าไถ่ถอนที่ดินพร้อมบ้านตามพินัยกรรมไป 130,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้ซ่อมบ้านเลขที่ 956เป็นเงิน 20,000 บาทเศษ และจำเลยที่ 2 มีสิทธิได้ค่าบำเหน็จ 20,000บาท รวมเป็นเงินที่ต้องหักจากกองมรดกถึงวันฟ้องเป็นเงิน 569,562บาท ซึ่งโจทก์ต้องรับผิด 211,979 บาท เมื่อหักกับทรัพย์มรดกที่โจทก์ตีราคามาเป็นเงิน 466,000 บาท คงเหลือเงิน 254,021 บาทเท่านั้นบ้านเลขที่ 956 ไม่มีบุคคลใดเช่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2530 และหากนำออกให้เช่าค่าเช่าก็ไม่เกินเดือนละ 500 บาท โจทก์ไม่เคยทวงถามให้จำเลยที่ 2 โอนทรัพย์มรดกแก่โจทก์ และฟ้องโจทก์เกี่ยวกับคำขอบังคับเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ว่า การจัดงานศพนางน้อยเสียค่าใช้จ่ายเพียง 6,000 บาท โดยโจทก์ออกเงินช่วยจำนวน 2,000 บาทและยังมีเงินช่วยจากผู้มาร่วมงานศพอีกเป็นจำนวนมาก ที่จำเลยที่ 1ดำเนินคดีแพ่งกับนางจำรัสนั้นโจทก์ไม่รู้เห็นด้วย ส่วนคดีอาญาที่จำเลยที่ 1 ฟ้องนางจำรัสกับพวกนั้น จำเลยที่ 1 ขอร้องให้โจทก์ไปเป็นพยานให้เท่านั้น โจทก์ไม่รู้เห็นยินยอมให้ดำเนินคดีแต่อย่างใด เป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ทำในฐานะส่วนตัว ทั้งค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายก็ไม่เกิน 10,000 บาท โจทก์ได้ชำระเงินส่วนที่โจทก์ต้องรับผิดชอบให้จำเลยที่ 1 ไปไถ่ถอนจำนองก่อนมีการไถ่ถอนแล้ว บ้านเลขที่ 956 ก็มิได้มีการซ่อมแซมดังจำเลยที่ 1อ้าง ทั้งทายาทตามพินัยกรรมก็ไม่เคยลงมติให้ค่าบำเหน็จแก่จำเลยที่ 1จำเลยไม่เคยเรียกร้องเงินตามฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 956 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะส่วนจำนวนเนื้อที่ 22 ตารางวา ในโฉนดที่ 5677เลขที่ 281 ตำบลสามเสนในฝั่งเหนือ อำเภอบางซื่อ จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเงินค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 กุมภาพันธ์2532) ไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์หากไม่ไปทำการจดทะเบียนโอนขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแต่ก่อนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้โจทก์ชำระเงิน 131,258 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ก่อน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสุพจน์ แสงประดิษฐ์ และนางน้อยแสงประดิษฐ์ ผู้ตาย ส่วนโจทก์เป็นหลานผู้ตาย ก่อนนางน้อยถึงแก่ความตาย ได้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดที่ 5677 ตำบลสามเสนในฝั่งเหนือ อำเภอบางซื่อ จังหวัดพระนคร(กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ 89 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่ผู้รับพินัยกรรม 3 คน ดังนี้ ยกบ้านเลขที่ 972 พร้อมที่ดินที่ปลูกบ้านดังกล่าวเนื้อที่ 45 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 2 ยกบ้านเลขที่ 958 พร้อมที่ดินที่ปลูกบ้านดังกล่าวเนื้อที่ 22 ตารางวาให้แก่เด็กชายศักดิ์สิทธิ์ ผดุงชาติ และยกบ้านเลขที่ 956 พร้อมที่ดินที่ปลูกบ้านดังกล่าว เนื้อที่ 22 ตารางวา คือ ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 28กันยายน 2525 นางน้อยถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลชั้นต้น คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกและค่าเช่าทรัพย์มรดกตามฟ้องหรือไม่เพียงใด และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์มรดกหรือไม่อย่างไร ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกและค่าเช่าบ้านทรัพย์มรดกตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดที่ 5677 ซึ่งผู้ตายทำพินัยกรรมยกให้แก่โจทก์ไว้ จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินโฉนดที่ 5677เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุพจน์สามีผู้ตาย โดยนายสุพจน์ให้นางน้อยถือกรรมสิทธิ์แทน นายสุพจน์ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกและค่าเช่าบ้านทรัพย์มรดกตามฟ้องหรือไม่เพียงใดย่อมหมายรวมถึงว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ด้วยเพราะหากว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทมิได้เป็นของผู้ตายก็ย่อมไม่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ในตัว จึงเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งตกได้แก่นายสุพจน์ผู้ตายไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาท ผู้ตายจึงทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินซึ่งมิใช่ของตนให้แก่ผู้ใดหาได้ไม่พินัยกรรมเอกสารหมายจ.1 ซึ่งผู้ตายทำจึงไม่มีผลใช้บังคับนั้น นายสุพจน์เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 11692/2526 คดีหมายเลขแดงที่ 459/2528ของศาลอาญา สรุปได้ว่า ก่อนที่ผู้ตายจะไปทำพินัยกรรมได้ปรึกษาหารือกับนายสุพจน์ที่บ้านเกี่ยวกับการจัดแบ่งทรัพย์สินแก่ทายาทผู้ตายไปทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองนายสุพจน์จะไปด้วยหรือไม่จำไม่ได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย นายสุพจน์ได้บอกให้จำเลยที่ 2ทราบว่า มีพินัยกรรมที่ผู้ตายทำไว้ ต่อมานายสุพจน์ จำเลยที่ 2โจทก์และนางกฤตนาฎไปฟังพินัยกรรม กรณีเป็นที่เห็นได้ว่าผู้ตายไปทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินโฉนดที่ 5677 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับพินัยกรรมทั้งสามคนโดยนายสุพจน์รู้เห็นยินยอมด้วย เมื่อได้มีการอ่านพินัยกรรม นายสุพจน์ก็มิได้คัดค้านหรือเรียกร้องที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนจากผู้รับพินัยกรรมทั้งสาม ทั้งนายสุพจน์ยังได้สละมรดกของผู้ตายตามหนังสือการสละมรดกเอกสารหมาย จ.6 อีก จากพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมาแสดงว่านายสุพจน์มีเจตนาสละกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดที่ 5677 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง (ซึ่งรวมทั้งที่ดินพร้อมบ้านพิพาท)ให้แก่ผู้ตายตั้งแต่ก่อนที่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.1แล้ว และเนื่องจากโฉนดที่ดินมีชื่อผู้ตายแต่ผู้เดียวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ กรณีจึงไม่จำต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันอีกผู้ตายจึงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทและทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนให้แก่โจทก์ได้ โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกและค่าเช่าบ้านทรัพย์มรดกตามฟ้อง ปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกค่าใช้จ่ายในการจัดการมรดกตามฟ้องแย้งหรือไม่ เพียงใด ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้จัดการทำศพผู้ตาย ส่วนค่าใช้จ่ายในการทำศพผู้ตายเป็นเท่าใดนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าเสียค่าใช้จ่ายไป 58,700 บาทแต่จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่าเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินประมาณ 30,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ค่าใช้จ่ายในการทำศพผู้ตาย 30,000 บาทนั้น เป็นจำนวนตามสมควรแล้ว สำหรับค่าจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ได้ว่าจ้างทนายความว่าความทั้งสามคดีเป็นเงิน300,000 บาท ตามสัญญาจ้างว่าความเอกสารหมาย ล.1 เห็นว่าการจ้างทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามคดีเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการจัดการมรดกของผู้ตาย เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันของกองมรดก ซึ่งจำเลยที่ 1 กระทำแทนทายาทอื่นจึงต้องหักค่าจ้างว่าความ 300,000 บาทนั้น จากกองมรดกของผู้ตายสำหรับไถ่ถอนจำนอง พยานหลักฐานโจทก์เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1ได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.1 เป็นเงิน130,000 บาท ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ได้ใช้เงินส่วนของตนที่ต้องรับผิดชอบให้แก่จำเลยที่ 1 ไปก่อนการไถ่ถอนจำนองนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ยังมิได้ใช้เงินส่วนที่โจทก์ต้องรับผิดชอบในการไถ่ถอนที่ดินตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.1 สำหรับค่าซ่อมแซมบ้านพิพาทเห็นว่าตามสภาพบ้านพิพาทปลูกสร้างมาเป็นเวลานาน เมื่อมีการซ่อมแซมใหญ่ ค่าซ่อมแซมจำนวน 20,000 บาท เป็นจำนวนอันสมควรที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์ต้องรับผิดค่าซ่อมแซมบ้านพิพาท20,000 บาท นั้นชอบแล้ว ปัญหาว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวมีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์มรดกหรือไม่อย่างไรนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวเป็นทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายผู้หนึ่งเท่านั้น ทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241แต่อย่างใด โจทก์เป็นผู้รับพินัยกรรมที่ปรากฏตัวยังไม่ได้รับส่วนได้ตามพินัยกรรม โจทก์ย่อมเรียกร้องทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมได้ตั้งแต่ผู้ทำพินัยกรรมตายเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1673 ที่โจทก์ฎีกาว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแก้ไขราคาให้ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทได้รับค่าทดแทนเพิ่มเติมอีกเป็นเงิน 211,812.25 บาท จึงขอให้บังคับตามฟ้องโดยให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นเงินรวม 655,091.12 บาท(ที่ถูก 656,393.25 บาท) นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาท และส่งมอบค่าเช่าบ้านพิพาทแก่โจทก์ กับขอให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์โดยให้โจทก์รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวด้วยตนเอง แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทแก่โจทก์มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ ปรากฏว่าที่ดินพิพาทได้ถูกการทางพิเศษแห่งประเทศไทยเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วน โจทก์จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมบ้านที่ศาลชั้นต้นอายัดไว้ และการทางพิเศษแห่งประเทศไทยส่งเงินมาแล้ว 444,581 บาท (สำหรับเงินอีก 40,000 บาท เป็นค่าเช่าบ้าน จึงไม่นำมารวมคำนวณด้วยในประเด็นนี้) กับที่ศาลชั้นต้นอายัดไว้ แต่การทางพิเศษแห่งประเทศไทยยังไม่ได้ส่งมาอีก211,812.25 บาท รวมเป็นเงิน 655,091.12 บาท (ที่ถูก 656,393.25 บาท)เมื่อปรากฏว่าที่ดินพร้อมบ้านพิพาทได้ถูกเวนคืนไปแล้ว เป็นกรณีที่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับคดีโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงขอให้บังคับโดยขอรับเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทที่ศาลชั้นต้นอายัดไว้จากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ เพราะพฤติการณ์ซึ่งทำให้การโอนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทเป็นอันพ้นวิสัยนั้นเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ได้มาซึ่งเงินค่าทดแทน อนึ่ง การจัดการมรดกนั้นเป็นประโยชน์ร่วมกันของกองมรดกโจทก์จึงต้องรับผิดชอบตามส่วน (เนื่องจากโจทก์ได้รับมรดกที่ดิน22 ตารางวา จากที่ดินทั้งแปลง 89 ตารางวา คิดเป็น 1 ใน 4 ส่วน) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมบ้านพิพาท คือ ที่ดินโฉนดที่ 5677 ตำบลสามเสนในฝั่งเหนืออำเภอบางซื่อ จังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) เนื้อที่ 22ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 956 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดดังกล่าวจำนวน 655,091.12 บาท แก่โจทก์ ทั้งนี้ให้โจทก์เป็นผู้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวโดยให้หักหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1จำนวน 131,258 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 ก่อน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบค่าเช่าบ้านพิพาทเดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2532) ไปจนถึงวันที่ที่ดินพร้อมบ้านพิพาทถูกเวนคืนและมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (วันที่ 30 สิงหาคม 2532) แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5767/2537 นาย สม เกียรติ แสง ประดิษฐ์ โจทก์ นาง เจีย มจิตต์ มานะทัศน์ ใน ฐานะ ผู้จัดการมรดก ของ จำเลย นาง น้อย แสง ประดิษฐ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สม เกียรติ แสง ประดิษฐ์ · จำเลย - นาง เจีย มจิตต์ มานะทัศน์ ใน ฐานะ ผู้จัดการมรดก ของ · จำเลย - นาง น้อย แสง ประดิษฐ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมพงษ์ สนธิเณร · สมศักดิ์ วิธุรัติ · ไพโรจน์ คำอ่อน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2893/2540ฎีกา 3563/2543ฎีกา 2437/2525ฎีกา 1345/2532ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 367/2568ฎีกา 6789/2541ฎีกา 7122/2545ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1646/2546ฎีกา 6239/2551ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 1649/2498ฎีกา 8988/2550ฎีกา 4041/2542ฎีกา 5063/2533ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1055/2492ฎีกา 359/2521ฎีกา 3604/2533ฎีกา 3886/2566ฎีกา 1733/2498
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา